การกำกับดูแลกิจการที่ดี จริยธรรมธุรกิจ และนโยบายภาษี
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย
ผลการดำเนินงาน ปี 2568
ESG Governance
1. กรอบธรรมาภิบาล ESG
ศุภาลัยให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลด้านความยั่งยืนโดยการจัดโครงสร้างการกำกับดูแลเพื่อให้ นโยบายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ ESG นำไปสู่การปฏิบัติ รวมถือการมีกระบวนการวัดผล รายงานผล ติตตามผลอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงประเด็นการกำกับดูแล เข้าสู่กฎบัตรของคณะกรรมการ และคณะทำงานทุกคณะ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1) ระดับคณะกรรมการ 2) ระดับจัดการ 3) ระดับปฏิบัติการ
1) ระดับคณะกรรมการ (Board Oversight)
ศุภาลัยให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลด้านความยั่งยืนในระดับคณะกรรมการ โดยได้กำหนดให้คณะกรรมการตรวจสอบ สอบทานกระบวนการควบคุมภายใน และกำกับดูแลความโปร่งใส ความเสี่ยง และความถูกต้องของข้อมูล ESG ที่เปิดเผยต่อผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมกำกับแผนการตรวจสอบภายในให้มีการผนวกประเด็นด้าน ESG เข้าไป
คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีหน้าที่กำหนดทิศทาง กลยุทธ และกำกับดูแลการดำเนินงานด้าน ESG ทั้งองค์กร รวมถึงรายงานผลต่อคณะกรรมการบริษัท ทั้งนี้ ประเด็น ESG ได้ถูกบรรจุใน Board Agenda อย่างต่อเนื่อง
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง มีหน้าที่วิเคราะห์ความเสี่ยงระดับกลยุทธ์ ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงด้าน ESG การทบทวนเป้าหมาย Net Zero, Biodiversity Action Plan และ Climate Risk Assessment ตามแนวทาง TCFD ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์”
คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน หน้าที่ดูแลเรื่องคน และแรงจูงใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน ESG ให้เกิดผลลัพธ์ในด้านการสรรหา การประเมินผลงานเชื่อมโยงเป้าหมายกับ ESG การส่งเสริมความเท่าเทียม (DEI : Diversity, Equity, and Inclusion ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการรวมกันเป็นหนึ่ง)
2) ระดับจัดการ
นอกจากนี้ ได้วางโครงสร้างระดับจัดการให้ดำเนินงานตามนโยบายด้านความยั่งยืนหลัก 3 ส่วน ได้แก่ 1) นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 2) นโยบายด้านสังคมอย่างยั่งยืน 3) นโยบายด้านธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมเกณฑ์ GRI, SDGs และ FTSE และดำเนินการตามกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน ได้แก่
- คณะกรรมการด้านความยั่งยืน
- คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงชุดย่อย
- คณะทำงาน DATA Governance
- คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
- คณะกรรมการเทคโนโลยีและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
- คณะทำงานด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์
- คณะทำงานด้านสภาพภูมิอากาศ
3) ระดับปฏิบัติการ
- คณะทำงานด้านความยั่งยืน
- รวมถึงคณะทำงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
2. การเชื่อมโยง ESG กับตัวชี้วัด
“ศุภาลัยได้เชื่อมโยงเป้าหมาย ESG เข้ากับนโยบายระดับปฏิบัติการซึ่งจะระบุการดำเนินงานของฝ่ายงานต่างๆ รวมถึงการผูกตัวชี้วัดประเมินผลการปฏิบัติงาน (KPI) ด้าน ESG สำหรับประธานคณะกรรมการบริหาร** และผู้บริหารระดับสูง รวมถึงระดับปฏิบัติการ โดยจะมีการวัดผลและรายงานผลต่อคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนเป็นรายปี เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผลลัพธ์กับแรงจูงใจอย่างโปร่งใส และเกิดผลเป็นรูปธรรม
3. การบูรณาการ ESG ในกระบวนการตัดสินใจและการดำเนินธุรกิจ
“ประเด็น ESG ได้ถูกบูรณาการในกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจ เช่น การพัฒนาโครงการที่คำนึงถึง Climate Resilience และ Biodiversity Zone รวมถึงการใช้เกณฑ์ ESG Risk Assessment ในการคัดเลือกคู่ค้าและผู้รับเหมา เพื่อยกระดับความโปร่งใสและความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน” โดยบริษัทฯ มีการประเมินคู่ค้าที่มีสาระสำคัญ และคู่ค้ารายใหม่ ผ่าน Platform ที่มีชื่อว่า “แบบประเมินความยั่งยืนของคู่ค้า”
4. แนวทางในอนาคต
“ในระยะถัดไป ศุภาลัยมุ่งพัฒนา ESG Data Platform เพื่อรองรับการรายงานข้อมูลเชิงปริมาณตามมาตรฐานสากลเพิ่มเติม เช่นI TCFD, ISSB, GRI และ FTSE ESG Model รวมถึงพัฒนา ESG Talent Pipeline เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจทั้งด้านธุรกิจและความยั่งยืน”

ความมุ่งมั่น ความท้าทาย และโอกาส
การกำกับดูแลกิจการ
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีในฐานะรากฐานของการบริหารจัดการที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ โดยมุ่งมั่นส่งเสริมการดำเนินธุรกิจให้มีระบบที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน พร้อมทั้งสนับสนุนให้บุคลากรในทุกระดับยึดมั่นในจริยธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ
บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมดำเนินการจัดทำแผนธุรกิจและแผนด้านธรรมาภิบาลอย่างครบถ้วน โดยครอบคลุมการกำหนดกลยุทธ์ เป้าหมาย แผนงานสำคัญ รวมถึงแนวทางการบริหารความเสี่ยง เพื่อยกระดับศักยภาพการดำเนินงานและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน และมีการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลการปฏิบัติงาน (Compliance Unit) เพื่อทำหน้าที่กำกับ ติดตาม และประเมินการปฏิบัติตามนโยบายด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยมีการรายงานผลอย่างต่อเนื่องต่อคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงานในทุกระดับ เพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นด้านธรรมาภิบาลได้อย่างครอบคลุม
แม้บริบทของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้นส่งผลให้การรักษามาตรฐานการกำกับดูแลกิจการต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่บริษัทฯ จะสามารถยกระดับธรรมาภิบาลในองค์กรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขันในระยะยาว

“จาก MD สู่ Chief CG & Sustainability Officer: ผู้นำที่เข้าใจอนาคต”
การที่ผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญกับ ESG สะท้อนถึงความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ และพร้อมนำองค์กรสู่อนาคตที่สมดุลทั้งกำไรและความรับผิดชอบเป็นต้นแบบที่หล่อหลอมสร้างคุณค่าแบบอย่างที่เหมาะสมผ่านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมและปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรซึ่งเสริมสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับทั่วทั้งองค์กรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
การกำกับดูแลด้านภาษี
บริษัทฯ ตระหนักว่าการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างถูกต้องและโปร่งใส ไม่เพียงเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศและสังคม โดยมุ่งมั่นดำเนินการภาษีอย่างมีจริยธรรม โปร่งใสและตรวจสอบได้ภายใต้ระบบการวางแผนและบริหารจัดการภาษีที่ชัดเจนสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายทั้งใน ระดับประเทศและสากล
ในขณะเดียวกันบริษัทฯ ตระหนักถึงความท้าทายในการรักษาความสมดุลระหว่างการบริหารต้นทุนทางภาษีอย่างมีประสิทธิภาพกับการปฏิบัติ ตามข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดซึ่งเป็นโอกาสในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและเสริมสร้างความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว
การบริหารจัดการและกลยุทธ์
นโยบายการกำกับดูแลกิจการ
การเคารพสิทธิผู้ถือหุ้นและการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
- บริษัทฯ ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการเคารพสิทธิของผู้ถือหุ้นทุกราย โดยจัดประชุมผู้ถือหุ้นด้วยเอกสารครบถ้วนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียม
- แต่งตั้งอาสาสมัครอิสระเพื่อทำหน้าที่ร่วมตรวจนับคะแนนเสียงทุกครั้งในการประชุม พร้อมเปิดเผยผลการลงมติอย่างโปร่งใสโดยรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเผยแพร่บนเว็บไซต์ของบริษัทฯ ภายในวันเดียวกับการประชุม เพื่อยืนยันความถูกต้องและตรวจสอบได้
- ส่งเสริมสิทธิในการมีส่วนร่วมของผู้ถือหุ้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอชื่อบุคคลเพื่อเข้าชิงตำแหน่งกรรมการตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศไว้บนเว็บไซต์ ของบริษัทฯ (เช่น การประกาศเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568) ทั้งนี้กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการสรรหาโปร่งใสและเป็นธรรม
- โครงสร้างผู้ถือหุ้นถูกออกแบบเพื่อป้องกันการครอบงำกิจการ โดยไม่มีการถือหุ้นไขว้ (Cross Holding) หรือโครงสร้างพีระมิด (Pyramid Structure) อีกทั้งยังรักษาสัดส่วนการถือหุ้นโดยผู้ลงทุนทั่วไป (Free Float) ให้มากกว่า 40% ของหุ้นทั้งหมด เพื่อกระจายอำนาจการควบคุมและย้ำหลักการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยและผู้ถือหุ้นต่างชาติอย่างเท่าเทียม
การคำนึงถึงบทบาทผู้มีส่วนได้เสียและความยั่งยืน
- บริษัทฯ จัดตั้ง คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีกรรมการอิสระเป็นประธาน ทำหน้าที่กำกับดูแลให้การดำเนินงานขององค์กรสอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของตลาดหลักทรัพย์ฯ และแนวทาง OECD พร้อมติดตามและประเมินผลตามแผนงานด้านบรรษัทภิบาลและความยั่งยืนประจำปี
- จัดตั้ง หน่วยงานกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance Unit) เพื่อดูแลและติดตามให้คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยมีระบบตรวจสอบและรายงานผลเป็นระยะ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ มีความถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐานสากล
การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส
- บริษัทฯ เปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างครบถ้วนและตรงเวลา ครอบคลุมทั้งข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลการดำเนินงาน ตลอดจนธุรกรรมที่เกี่ยวโยงและรายการระหว่างกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย
- จัดทำรายงานประจำปีและแบบ 56-1 One Report รวมถึงหมายเหตุประกอบงบการเงินตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อสะท้อนความโปร่งใสและมาตรฐานในการเปิดเผยข้อมูล
- รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นถูกจัดทำและเผยแพร่ให้ผู้ถือหุ้นตรวจสอบได้โดยเร็ว เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อผู้ลงทุน
ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ
- แยกบทบาทและความรับผิดชอบของคณะกรรมการและฝ่ายจัดการอย่างชัดเจน โดยคณะกรรมการทำหน้าที่กำหนดทิศทางและนโยบาย ขณะที่ฝ่ายจัดการมีหน้าที่ดำเนินงานตามนโยบายและกลยุทธ์ที่ได้รับมอบหมาย
- กำหนดให้มีกรรมการอิสระอย่างน้อยหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด (แต่ไม่น้อยกว่า 3 คน) และต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบที่ประกอบด้วยกรรมการอิสระไม่น้อยกว่า 4 คน เพื่อสร้างกลไกถ่วงดุลและเสริมสร้างความโปร่งใสในการตัดสินใจ
- บริษัทฯ กำหนดนิยาม “กรรมการอิสระ” ที่เข้มงวดกว่าหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น การถือหุ้นในบริษัทฯ ไม่เกิน 0.5% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด เพื่อยกระดับความเป็นอิสระและลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์
- มีกลไกการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างเป็นระบบ โดยธุรกรรมที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งต้องเปิดเผยต่อที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ และให้คณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาความเหมาะสมของราคาหรือเงื่อนไข เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้น
- ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าให้บรรลุ Board Skill Matrix ไม่น้อยกว่า 80% พร้อมทั้งทบทวนกฎบัตรของคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน (NCC) การประเมินความเป็นอิสระของกรรมการ และการรับทราบแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์กร
- แต่งตั้ง เลขานุการบริษัท ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการกำกับดูแลกิจการอย่างมืออาชีพ มีคุณสมบัติและหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นศูนย์กลางการติดต่อสื่อสารกับผู้ถือหุ้น หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้เสีย (สามารถติดต่อเลขานุการบริษัทได้ที่ secretary@supalai.com)
โครงสร้างการกำกับดูแลและข้อมูลสำคัญของคณะกรรมการ

คณะกรรมการบริษัทและการเข้าร่วมประชุม
คณะกรรมการบริษัทประกอบด้วยกรรมการจำนวน 10 ท่าน ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่เหมาะสมต่อการกำกับดูแลกิจการ โดยคณะกรรมการทุกคนเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ครบทั้ง 100% (10/10) แสดงถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบสูงสุดของบอร์ดในการปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้ถือหุ้น และการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีผลต่อทิศทางของบริษัทฯ
โครงสร้างและดุลอำนาจ
บริษัทฯ จัดให้มีการแยกบทบาทหน้าที่ระหว่างคณะกรรมการและฝ่ายจัดการอย่างชัดเจน โดยคณะกรรมการทำหน้าที่กำหนดกลยุทธ์ นโยบาย และกำกับดูแลภาพรวม ในขณะที่ฝ่ายจัดการมีหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินงานประจำวันตามนโยบายที่ได้รับอนุมัติ เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนและเสริมสร้างกลไกถ่วงดุลอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ บริษัทฯ กำหนดให้มีกรรมการอิสระอย่างน้อยหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด (แต่ไม่น้อยกว่า 3 คน) และมีคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งเป็นกรรมการอิสระอย่างน้อย 3 คน ตามเกณฑ์ของตลาดทุน นอกจากนี้ บริษัทกำหนดนิยาม “กรรมการอิสระ” ที่เข้มงวดกว่ามาตรฐานของ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ เช่น การถือหุ้นในบริษัทไม่เกิน 0.5% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด เพื่อรักษาความเป็นกลางและลดโอกาสการเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์
โครงสร้างผู้ถือหุ้นและการป้องกันการครอบงำ
บริษัทฯ ดำเนินการด้วยโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยไม่มีการถือหุ้นไขว้ (Cross Holding) หรือการใช้โครงสร้างแบบพีระมิด (Pyramid Structure) ที่อาจนำไปสู่การครอบงำกิจการขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังรักษาสัดส่วนการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ไว้ในระดับมากกว่า 40% ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด เพื่อสร้างความสมดุลในการกำกับดูแลลดความเสี่ยงในการถูกครอบงำจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ระบบรายงานและการควบคุม
บริษัทฯ จัดให้มีระบบการรายงานและการควบคุมที่เข้มงวดตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่
-
การรายงานการถือหลักทรัพย์ของกรรมการและผู้บริหาร
เพื่อให้สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นได้อย่างโปร่งใส
-
มาตรการป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน
เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนและสร้างความมั่นใจว่ากรรมการและผู้บริหารจะไม่ใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตน
-
การกำกับดูแลรายการที่เกี่ยวโยงและรายการระหว่างกัน
โดยต้องได้รับการตรวจสอบและอนุมัติจากคณะกรรมการตรวจสอบ รวมถึงเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนในแบบ 56-1 e-One Report และหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายสามารถติดตามและประเมินความเหมาะสมได้
คณะกรรมการชุดย่อย
เพื่อให้การกำกับดูแลกิจการของบริษัทฯ มีความรอบด้าน โปร่งใสและตรวจสอบ ได้คณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้ง คณะกรรมการชุดย่อยที่ทำหน้าที่เฉพาะด้าน โดยแต่ละชุดมีองค์ประกอบบทบาทและกลไกการทำงานที่ชัดเจน เพื่อเสริมสร้างระบบ การกำกับดูแลกิจการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG Code)
องค์ประกอบและคุณสมบัติ
ทุกคนเป็นกรรมการอิสระ มีจำนวน 4 ท่าน ได้แก่
- รองศาสตราจารย์ ดร. วิรัช อธิเมธีธำรง (ประธานกรรมการตรวจสอบ) จบการศึกษาและมีความเชี่ยวชาญด้านบัญชี
- นายอนันต์ เกตุพิทยา
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัศวิน พิชญโยธิน
- รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
กรรมการทุกท่านมีคุณสมบัติด้านความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านบัญชี การเงิน และการกำกับดูแลเพียงพอที่จะทำหน้าที่ได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ
บทบาทและหน้าที่สำคัญ
- สอบทานงบการเงินประจำปีเพื่อให้มั่นใจว่ามีความถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีที่ยอมรับในระดับสากล
- ทบทวนรายการที่เกี่ยวโยงและรายการระหว่างกัน เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และสร้างความมั่นใจว่าการทำธุรกรรมเป็นไปตามราคาตลาดและเงื่อนไขที่เหมาะสม
- พิจารณาและเสนอชื่อผู้สอบบัญชี รวมถึงกำหนดค่าตอบแทนของผู้สอบบัญชีประจำปี 2568
- ทบทวนกฎบัตรและการดำเนินงานของหน่วยตรวจสอบภายใน เพื่อยืนยันความเป็นอิสระและความครบถ้วนของกระบวนการตรวจสอบ
- รับทราบคดีความสำคัญและติดตามผลการแก้ไข เพื่อสร้างความมั่นใจว่าบริษัทมีการบริหารจัดการด้านกฎหมายอย่างเหมาะสม
- รายงานจำนวนเหตุการณ์ที่ไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน (Code of Business Ethics for Directors, Executives, and Employees) พร้อมควบคุมดูแล กระบวนการสืบสวน ติดตามการกำหนดแนวทางป้องกันไม่ให้มีการเกิดซ้ำ โดยรายงานต่อคณะกรรมการบริษัททราบ
ระบบการรายงานและความเป็นอิสระ
- หน่วยตรวจสอบภายใน (Internal Audit: IA) รายงานตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการตรวจสอบรายงานผลต่อคณะกรรมการบริษัททุกครั้ง เพื่อรักษาความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือในการตรวจสอบ

องค์ประกอบและคุณสมบัติ
ประกอบด้วยกรรมการ 3 ท่าน ได้แก่
- รองศาสตราจารย์ ดร. วิรัช อภิเมธีธำรง – ประธาน (กรรมการอิสระ)
- รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ – กรรมการ (กรรมการอิสระ)
- นางอัจฉรา ตั้งมติธรรม – กรรมการ (กรรมการบริษัท)
กรรมการส่วนใหญ่เป็นกรรมการอิสระ และประธาน NCC ต้องเป็นกรรมการอิสระที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์สูง
ในกรณีที่กรรมการ NCC คนใดถูกเสนอชื่อให้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกวาระ จะเว้นการเข้าร่วมประชุมในวาระนั้น เพื่อคงความโปร่งใสและเป็นกลาง
บทบาทและหน้าที่สำคัญ
1. การสรรหาและสืบทอดตำแหน่ง
- ทบทวนหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการอย่างโปร่งใส ชัดเจน และเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของบริษัท
- พิจารณาคุณสมบัติด้านความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญของกรรมการ (Board Skill Matrix) จำนวน 14 ด้านเพื่อให้คณะกรรมการบริษัทมีความเชี่ยวชาญ รวมเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80%
เป้าหมาย ผลการดำเนินงาน ปี 2567 ผลการดำเนินงาน ปี 2568 ≥80% 88% 86% ระดับความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของกรรมการบริษัท ระดับความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของกรรมการบริษัท ระดับความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของกรรมการบริษัท - สนับสนุนกระบวนการเสนอชื่อจากผู้ถือหุ้นรายย่อย และใช้แหล่งข้อมูลกรรมการอาชีพ (Director Pool) เพื่อขยายโอกาสในการสรรหาบุคคลคุณภาพ
- ทบทวนคุณสมบัติและบทบาทของประธานกรรมการบริหารตามแผนสืบทอดตำแหน่ง เพื่อสร้างความต่อเนื่องและเสถียรภาพในการบริหาร
2. การกำหนดค่าตอบแทน
สำหรับกรรมการบริษัทและคณะกรรมการชุดย่อย
- มีการกำหนดหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนของคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการชุดย่อย โดยมีคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนทำหน้าที่พิจารณาอัตราค่าตอบแทน เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท และขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น
- ให้ค่าตอบแทนเชื่อมโยงกับความรับผิดชอบ เช่น ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการชุดย่อยจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติม
- ไม่อนุญาตให้มีการจ่ายค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ใด ๆ เกินสิทธิที่ได้รับตามมติผู้ถือหุ้น
กรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูง
- พิจารณาอนุมัติเกณฑ์การประเมินผลคณะกรรมการบริหารครอบคลุมผลการดำเนินงานด้าน ESG โดยตัวชี้วัดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความพึงพอใจลูกค้า และมีผลประเมิน FTSE Russell ESG Scores คะแนนระดับ 3 ขึ้นไป
- พิจารณาและเสนอแนวทางการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหารระดับสูง ให้เหมาะสม สอดคล้องกับผลการดำเนินงาน อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม ตลอดจนผลงานตามขอบเขตของบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบ กรณีประธานกรรมการบริหารและผู้บริหารกระทำการทุจริตและผิดจรรยาบรรณ บริษัทฯ มีสิทธิเรียกคืนผลประโยชน์และกำไรที่ได้รับ (Claw back)
- มีการเปิดเผยค่าตอบแทนของกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูงที่เป็นค่าตอบแทนคงที่และค่าตอบแทนผันแปร เพื่อความโปร่งใสในด้านการบริหารจัดการ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย
3. การพัฒนาและประเมินผล
- ทบทวนและปรับปรุงกฎบัตร NCC ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และกลยุทธ์องค์กร
- พิจารณาและติดตามแผนพัฒนาความรู้ของกรรมการทั้งรายใหม่และรายเดิม รวมถึงผู้บริหารระดับสูง เพื่อให้มีความพร้อมต่อบทบาทหน้าที่
- จัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของกรรมการบริษัทและคณะกรรมการชุดย่อย ทั้งในรูปแบบรายบุคคล (self-assessment) และทั้งคณะ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
4. ความโปร่งใสและการรายงาน
- มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยปี 2568 มีการประชุมครบทุกครั้งที่จัดขึ้น และมีเลขานุการบริษัททำหน้าที่สนับสนุนงานด้านเอกสารและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี
- รายงานผลการประชุมและความเห็นต่อคณะกรรมการบริษัททุกครั้ง รวมถึงการเปิดเผยในรายงานประจำปี (56-1 e-One Report)

องค์ประกอบและคุณสมบัติ
ประกอบด้วยกรรมการ 4 ท่าน ได้แก่
- รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ – ประธานกรรมการ (กรรมการอิสระ)
- นายอธิป พีชานนท์ – กรรมการ (กรรมการบริษัท)
- นายประศาสน์ ตั้งมติธรรม – กรรมการ (กรรมการบริษัท)
- นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม – กรรมการ (กรรมการบริษัท)
มีเลขานุการคณะกรรมการ คือ นางสาวธูปทอง หิรัณยานรักษ์
กำหนดคุณสมบัติกรรมการอย่างชัดเจน โดยอย่างน้อย 1 คน ต้องมีความรู้ความเข้าใจด้านการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และประธานต้องเป็นกรรมการอิสระ เพื่อความเป็นกลาง โปร่งใส
บทบาทและหน้าที่สำคัญ
- กำหนดหลักการและข้อพึงปฏิบัติที่สำคัญด้านการกำกับดูแลกิจการที่มีประสิทธิผล
- กำกับดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการและฝ่ายจัดการให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (SET และ OECD)และจรรยาบรรณธุรกิจของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน (Code of Business Ethics for Directors, Executives, and Employees)
- ติดตามการดำเนินงานตามแผนบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน รวมถึงผลการปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจ และการส่งเสริม สนับสนุนความตระหนักรู้ของพนักงานที่มีต่อประเด็นด้าน ESG
- ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย และสร้างระบบการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน
- รับทราบและพิจารณาผลการประเมินด้าน ESG, Gap Analysis เกณฑ์ CGR, ASEAN CG SCORECARD และผลการประเมินความยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อนำมาปรับปรุงงานต่อเนื่อง
- กำกับดูแลให้คู่ค้าลงนามรับทราบจรรยาบรรณคู่ค้า และหนังสือเก็บรักษาความลับ เพื่อให้คู่ค้าปฏิบัติตามมาตรฐานด้านจริยธรรม ความโปร่งใส
การประชุม
- ให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยกรรมการเข้าร่วมครบทุกท่าน
- ในที่ประชุมต้องมีการติดตามความก้าวหน้าของแผนงานด้านบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน พร้อมทั้งพิจารณาทบทวนแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
- นำผลการประชุมและข้อสังเกตเสนอคณะกรรมการบริษัทเพื่อทราบและดำเนินการต่อทุกครั้ง

องค์ประกอบและคุณสมบัติ
- กรรมการได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริษัท โดยมีคุณสมบัติที่สามารถให้ความเห็นอย่างอิสระเกี่ยวกับการพิจารณาความเสี่ยง และไม่มีลักษณะที่เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่
- คณะกรรมการฯ มีสิทธิเข้ารับการอบรมหรือเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยง โดยใช้ทรัพยากรของบริษัทฯ ในการสนับสนุน
- ให้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงชุดย่อย โดยมีการดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 ทำหน้าที่กำหนดแนวทางบริหารความเสี่ยงเชิงลึกและเชิงปฏิบัติ
บทบาทและหน้าที่สำคัญ
- กำหนดนโยบายและเสนอแนะแนวทางการบริหารความเสี่ยงของบริษัทให้ครอบคลุมด้านกลยุทธ์ การดำเนินงาน การเงิน การปฏิบัติตามข้อกำหนด การตลาด การทุจริตคอร์รัปชัน ความมั่นคงทางไซเบอร์ รวมถึงความเสี่ยงใหม่ (Emerging Risk) และความเสี่ยงด้าน ESG
- กำกับดูแลและติดตามการพัฒนานวัตกรรมและการจัดการทรัพยากรในการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ธุรกิจมีแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG)
- พิจารณาและให้ความเห็นชอบ Risk Map และ Risk Radar Chart เพื่อประเมินความสัมพันธ์และผลกระทบของความเสี่ยง
- กำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) และติดตามการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ(Business Continuity Plan)
- ภายหลังการประชุมทุกครั้ง ประธานสรุปความเห็นของที่ประชุมเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อทราบและ/หรือพิจารณา

องค์ประกอบและคุณสมบัติ
ประกอบด้วยกรรมการ 4 ท่าน ได้แก่
- รองศาสตราจารย์ ดร. วิรัช อธิเมธีธำรง (ประธานกรรมการอิสระ)
- รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
- นายอนันต์ เกตุพิทยา
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัศวิน พิชญโยธิน
มีคุณสมบัติเป็นกรรมการอิสระ และได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ให้เป็นกรรมการอิสระ
บทบาทและหน้าที่สำคัญ
- พิจารณาให้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นในประเด็นเรื่อง กลยุทธ์ และความยั่งยืนที่พึงปฏิบัติและเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเสนอคณะกรรมการบริษัท
การประชุม
- ให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยกรรมการอิสระเข้าร่วมครบทุกท่าน

ด้วยโครงสร้างและการทำงานของคณะกรรมการชุดย่อยดังกล่าว บริษัทฯ สามารถเสริมสร้างกลไกการกำกับดูแล ที่เข้มแข็ง ครอบคลุมทั้งด้าน การตรวจสอบ ความโปร่งใส การสรรหาและค่าตอบแทน การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
การกำกับดูแลด้านภาษี

บริษัทฯ กำหนดให้มีการดำเนินงานด้านภาษีโดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และมีจริยธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยมีแนวทางที่สำคัญ ดังนี้:
การกำหนดตัวชี้วัดและการปลูกฝังความรับผิดชอบด้านภาษี
- กำหนดตัวชี้วัดเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับภาษี
- ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และจริยธรรมด้านภาษีแก่พนักงานผ่านการอบรมและกิจกรรมสื่อสารภายในองค์กร
การบริหารความเสี่ยงและการวางแผนภาษี
- ติดตามและวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านภาษีอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลง เพื่อเตรียมความพร้อมต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- ประเมินผลกระทบจากการตีความกฎหมายและข้อกำหนดภาษีใหม่ๆ และจัดทำแนวทางรองรับอย่างเหมาะสม
- หากพบประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับภาษี บริษัทฯ จะประสานกับหน่วยงานรัฐหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาและปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้อง
การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีและการใช้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย
- ปฏิบัติตามกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องในทุกประเทศที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอย่างเคร่งครัด
- ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างรอบคอบ โดยมีการตรวจสอบความเหมาะสมและความโปร่งใสในทุกกรณี
การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสด้านภาษี
- เปิดเผยข้อมูลการบริหารจัดการภาษีในรายงานประจำปี รายงานความยั่งยืน และแบบ 56-1 e-One Report ให้ครบถ้วน ชัดเจน และตรวจสอบได้
- ดำเนินการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องในประเด็นด้านภาษีอย่างโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล
การสร้างความตระหนักรู้และวัฒนธรรมองค์กร
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย
ผลการดำเนินงาน ปี 2567
ผลการดำเนินงาน ปี 2568
บริษัท ศุภาลัย จำกัด มุ่งขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความยั่งยืนตามหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรด้านจริยธรรมและการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ โดยมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ในทุกระดับ ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกคนในองค์กร เพื่อให้ ESG ไม่เป็นเพียงนโยบายหรือภาพลักษณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปฏิบัติที่หยั่งรากอยู่ภายในองค์กรอย่างแท้จริง
วัฒนธรรมองค์กรเริ่มที่ผู้นำ: “ESG ไม่ใช่แค่ภารกิจ แต่เป็นจิตวิญญาณ”
“จาก MD สู่ Chief CG &Sustainability Officer: ผู้นำที่เข้าใจอนาคต” การที่ผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญกับ ESG สะท้อนถึงความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ และพร้อมนำองค์กรสู่อนาคตที่สมดุลทั้งกำไรและความรับผิดชอบ เป็นต้นแบบที่หล่อหลอมสร้างคุณค่าแบบอย่างที่เหมาะสม ผ่านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมและปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเสริมสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับทั่วทั้งองค์กรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

การสร้างคุณค่าและแนวทางการจัดการบริหารจัดการ
การถ่ายทอดวิสัยทัศน์ การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และการนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและสามารถประยุกต์ใช้ได้จริง ทั้งนี้เพื่อสื่อสารอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของฝ่ายบริหารในการสนับสนุนการดำเนินงานตามหลัก ESG และการกำกับดูแลกิจการที่ดี


บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
การประเมินผลด้านการกำกับดูแลกิจการ (CGR)
- ในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับการกำกับดูแลกิจการในระดับ “ดีเลิศ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงาน ก.ล.ต.
- สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการรักษามาตรฐานธรรมาภิบาลในระดับสูง และการได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย
การปรับปรุงนโยบายและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
- ทบทวนและปรับปรุง คู่มือนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี และ คู่มือจรรยาบรรณพนักงาน ให้มีความกระชับ เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้สะดวก
- จัดให้พนักงานทุกคนรับทราบและยืนยันการปฏิบัติตามผ่านระบบ Supalai Skill
- สนับสนุนการพัฒนาความรู้ของกรรมการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอบรมภายในและภายนอก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการกำกับดูแล
การสร้างวัฒนธรรมด้านจริยธรรมและการกำกับดูแล (CG Culture) ให้เป็นส่วนหนึ่งของ ESG DNA ขององค์กร
- จัดกิจกรรมสร้างการรับรู้และฝึกอบรมในประเด็นสำคัญ เช่น จรรยาบรรณธุรกิจ การกำกับดูแลกิจการ การควบคุมภายใน และการต่อต้านทุจริต
- ใช้แพลตฟอร์ม Supalai Coin Application ในการเรียนรู้ สะสมคะแนน ทำแบบทดสอบ และรับประกาศนียบัตร เพื่อจูงใจและสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับ ผลลัพธ์คือ พนักงานเข้าร่วมกิจกรรมครบ 100% แสดงถึงการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ โปร่งใส
- ใช้แพลตฟอร์ม Supalai SkillLane วางหลักสูตรด้านความยั่งยืน “Fundamental of Corporate Sustainability and Sustainable Development” เป็นหลักสูตรภาคบังคับสำหรับพนักงานทุกคน เพื่อเสริมสร้างความรู้พื้นฐานด้านความยั่งยืนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้พนักงานเข้าใจบทบาทของ ESG ในการดำเนินงานขององค์กร ตระหนักถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พัฒนาศักยภาพให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ความยั่งยืนและทิศทางธุรกิจระยะยาวของบริษัท เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานที่รับผิดชอบ โปร่งใส และสามารถสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม

การจัดประชุมผู้ถือหุ้นด้วยบรรทัดฐานสากล
- จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 22 เมษายน 2568 โดยมีคณะกรรมการบริษัทเข้าร่วมครบทุกท่าน (10/10 คน)
- มีผู้ถือหุ้นเข้าร่วม 670 ราย คิดเป็น 66.2020% ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด
- จัดเตรียมเอกสารสองภาษา แต่งตั้งผู้ตรวจนับคะแนนอิสระ และเปิดเผยผลการลงมติแก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และเว็บไซต์บริษัทภายในวันประชุม เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ระบบควบคุมภายใน การกำกับรายการที่เกี่ยวโยง และความขัดแย้งทางผลประโยชน์
- มีระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็ง โดยหน่วยตรวจสอบภายใน (IA) รายงานตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ (AC) เพื่อคงความเป็นอิสระ
- มีการกำหนดนโยบาย ระเบียบปฏิบัติ กระบวนการในการพิจารณาและอนุมัติรายการระหว่งกัน การทำธุรกรรมที่เกี่ยวโยง/ระหว่างกันได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมของราคาและเงื่อนไขโดยคณะกรรมการตรวจสอบและได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท และ/หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อนทำรายงานทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้น
- กรรมการและผู้บริหารมีการรายงานการมีส่วนได้เสียรวมบุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง และมีการรายงานการถือครองหลักทรัพย์ของกรรมการบริษัทและผู้บริหารต่อคณะกรรมการบริษัททุกไตรมาส
- มีการกำหนดห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทฯ ในช่วง 12 เดือน ก่อนที่จะเผยแพร่งบการเงินต่อสาธารณชน
กลไกรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
- จัดให้มีช่องทางร้องเรียนและแจ้งเบาะแสที่เป็นอิสระและเข้าถึงได้ เช่น โทรศัพท์ อีเมล และเว็บไซต์
- ข้อมูลทุกกรณีได้รับการเก็บรักษาเป็นความลับ เปิดเผยเท่าที่จำเป็น และมีมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียนหรือผู้ให้ข้อมูล เพื่อป้องกันการถูกกลั่นแกล้งหรือเสียประโยชน์
- มีกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงและการแก้ไขที่เป็นธรรมและโปร่งใส
การประเมินคณะกรรมการและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง
- จัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการชุดย่อยทุกชุด (self-assessment) ประเมินตนเองแบบทั้งคณะและประเมินตนเองแบบรายบุคคลเป็นประจำทุกปี โดยอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- ครอบคลุม 6 หมวด ได้แก่ (1) โครงสร้างและองค์ประกอบ (2) บทบาทและความรับผิดชอบ (3) การประชุม (4) การปฏิบัติหน้าที่ (5) ความสัมพันธ์กับฝ่ายจัดการ และ (6) การพัฒนาตนเอง
- ผลการประเมินถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาศักยภาพกรรมการและยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ รอบด้าน โปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีจริยธรรมสูง การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส และการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
หมายเหตุ: สำหรับผู้สนใจในรายละเอียดของนโยบายการกำกับดูแลกิจการ (CG Policy) รวมถึงโครงสร้างการกำกับดูแล ข้อมูลสำคัญของคณะกรรมการ คณะกรรมการชุดย่อย และผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ได้รับการเปิดเผยอย่างครบถ้วนและโปร่งใสในแบบ 56-1 e-One Report
ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
พนักงาน
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับความเชื่อมั่นว่าการทำงานอยู่ภายใต้กรอบจริยธรรมและธรรมาภิบาลที่ชัดเจน มีคู่มือจรรยาบรรณเป็นแนวทาง ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและชื่อเสียง
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากละเลยการปฏิบัติตามจรรยาบรรณหรือมาตรการกำกับดูแล อาจถูกลงโทษทางวินัย สูญเสียโอกาสในอาชีพ และกระทบต่อความน่าเชื่อถือ
คู่ค้า / ร้านค้า
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและโปร่งใส ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ยุติธรรม และมี Supplier Code of Conduct ที่ชัดเจน ช่วยสร้างมาตรฐานร่วมด้านจริยธรรมและความยั่งยืน
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านจริยธรรม การต่อต้านทุจริต หรือภาษี อาจถูกยกเลิกการเป็นคู่ค้า สูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
ผู้ถือหุ้น / นักลงทุน
ผลกระทบเชิงบวก
- มั่นใจว่าบริษัทมีระบบกำกับดูแลที่ดี บริหารงานอย่างโปร่งใส และจัดการภาษีอย่างรับผิดชอบตามกฎหมาย ส่งเสริมผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืน
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากบริษัทละเมิดกฎหมายภาษี หรือไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล อาจกระทบต่อผลประกอบการ มูลค่าการลงทุน และความเชื่อมั่นในระยะยาว
ลูกค้า
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับสินค้าและบริการที่ผลิตภายใต้มาตรฐานจริยธรรม โปร่งใส และรับผิดชอบ มีความมั่นใจในคุณภาพและความถูกต้องตามกฎหมาย
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากพบกรณีทุจริต การเอาเปรียบผู้บริโภค หรือปัญหาภาษีที่สะท้อนถึงการดำเนินงานไม่โปร่งใส อาจสูญเสียความเชื่อมั่นและความพึงพอใจ
หน่วยงานราชการ และหน่วยงานกำกับภายนอก
ผลกระทบเชิงบวก
- เห็นถึงความรับผิดชอบขององค์กรที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ภาษี และหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ช่วยสร้างภาพลักษณ์บริษัทที่สนับสนุนนโยบายรัฐ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากบริษัทไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้าน CG หรือภาษี อาจถูกเพ่งเล็ง ตรวจสอบ หรือได้รับโทษทางกฎหมายและค่าปรับ
ชุมชน / สังคม
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และการเสียภาษีอย่างถูกต้องนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นและเศรษฐกิจสังคม
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากมีการทุจริต การหลีกเลี่ยงภาษี หรือการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใส อาจสร้างความไม่ไว้วางใจ กระทบต่อชื่อเสียงและความสัมพันธ์กับชุมชน