การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

Clean Water and Sanitation
สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
Clean Water and Sanitation
น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล
Clean Water and Sanitation
การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
Climate Action
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

สัดส่วนการใช้น้ำหมุนเวียน (Recycle Water Ratio)
เป้าหมายระยะยาว ปี 2573
มากกว่า %
ของปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด
ผลการดำเนินงาน ปี 2568
อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล
การใช้น้ำต่อหน่วยพื้นที่ (Water Intensity per sqm.)
เป้าหมายระยะยาว ปี 2573
ไม่น้อยกว่า %
จากปีฐาน 2568
ผลการดำเนินงาน ปี 2568
อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล
ลดการปล่อยน้ำทิ้ง เทียบกับปีฐาน 2567*
เป้าหมายระยะยาว ปี 2573
%
ผลการดำเนินงาน ปี 2568
%

เฉพาะน้ำที่ใช้ในอาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ พระราม 3

ความมุ่งมั่น ความท้าทาย และโอกาส

บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินประเด็นด้านน้ำตามหลัก Double Materiality โดยพิจารณาทั้ง (1) ผลกระทบขององค์กรต่อทรัพยากรน้ำและระบบนิเวศ (Impact Materiality) และ (2) ความเสี่ยงและโอกาสทางการเงินที่เกิดจากความเสี่ยงด้านน้ำ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ข้อจำกัดด้านคุณภาพน้ำ และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ (Financial Materiality) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ ต้นทุนการก่อสร้าง ความต่อเนื่องทางธุรกิจ มูลค่าทรัพย์สิน และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย

ผลการประเมินดังกล่าวถูกบูรณาการเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร (ERM) และการวางแผนกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทาง TCFD, IFRS S1/S2 และ ESRS E3 Water and Marine Resources

บริษัทฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการบริหารจัดการน้ำใช้และน้ำทิ้งผ่านนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและยั่งยืน ตัวอย่างที่สะท้อนถึงความตั้งใจดังกล่าวคืออาคารสำนักงานใหญ่ Supalai Grand Tower ซึ่งได้นำน้ำควบแน่นจากระบบปรับอากาศกลับมาใช้ใหม่ ทั้งในระบบแอร์แบบแยกส่วนและการรดน้ำต้นไม้ภายในพื้นที่โครงการ การดำเนินการนี้ไม่เพียงลดการใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติ แต่ยังเป็นต้นแบบของการจัดการทรัพยากรที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้จะการกำหนดนโยบายและโครงการนำร่องที่สะท้อนความตั้งใจในการบริหารจัดการน้ำ แต่การขยายแนวทางดังกล่าวไปสู่โครงการอื่นของบริษัทฯ ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทายในหลายมิติ ทั้งด้านเทคนิค งบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐานของระบบน้ำในแต่ละโครงการ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะอาคารและผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้ การปลูกฝังวัฒนธรรมการใช้น้ำอย่างประหยัดและส่งเสริมการนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ยังคงเป็นเรื่องท้าทาย เพราะต้องอาศัยการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องในระดับโครงการ ตลอดจนการพัฒนาเครื่องมือและระบบติดตามผลที่มีประสิทธิภาพ

แม้เป็นความท้าทาย แต่บริบทเหล่านี้ก็เปิดโอกาสให้ บริษัทฯ สามารถยกระดับการบริหารจัดการน้ำเพื่อเป็นตัวอย่างสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมด้านการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ การเก็บน้ำฝน หรือการติดตั้งระบบวัดปริมาณการใช้น้ำแบบ real-time ล้วนสามารถต่อยอดจากโครงการต้นแบบให้ครอบคลุมโครงการต่างๆ มากขึ้นในอนาคต อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรในฐานะผู้นำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น การดำเนินการเหล่านี้สอดคล้องโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG เป้าหมายที่ 6 ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงน้ำสะอาด การบำบัดน้ำเสีย และการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ทั้งนี้ หากสามารถขยายแนวทางความร่วมมือกับภาครัฐหรือองค์กรภายนอกเพื่อนำเทคโนโลยีหรืองบประมาณมาสนับสนุนการจัดการน้ำในระดับโครงการหรือชุมชนโดยรอบ จะยิ่งเสริมพลังให้บริษัทฯสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

โครงสร้างการกำกับดูแล

บริษัทฯ จัดตั้งคณะทำงานด้านความยั่งยืน ประกอบด้วยผู้แทนจากฝ่ายกำกับดูแลกิจการและระบบคุณภาพ ฝ่ายก่อสร้าง ฝ่ายจัดการอาคาร และฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีหน้าที่รับผิดชอบในการประเมินและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการน้ำ จัดทำแผนงาน แผนปฏิบัติการ และติดตามผลการดำเนินการเรื่องน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร จัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในบริษัทฯ ในภาวะปกติและภาวะวิกฤต และการสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่พนักงาน โดยรายงานตรงต่อประธานคณะกรรมการด้านความยั่งยืน และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการบริหารเป็นประจำทุกปี

กลยุทธ์และการบริหารจัดการ

นโยบายและความมุ่งมั่น

บริษัทฯ มุ่งมั่นดูแลและปกป้องทรัพยากรน้ำตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งลดผลกระทบ และการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำอย่างเป็นระบบ รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานน้ำทิ้งของกรมควบคุมมลพิษ และแนวทางตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2015 อย่างเคร่งครัด และเปิดเผยข้อมูลรายงานความยั่งยืนด้านน้ำและน้ำเสีย GRI 303: Water and Effluents ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล GRI Standards (Global Reporting Initiative) นอกจากนี้ในบางพื้นที่ของบริษัทฯ เป็นพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำสูง (water-stress area) บริษัทฯ จึงได้ทำการประเมินความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำโดยใช้ Aqueduct Water Risk Atlas ของ World Resources Institute: WRI เครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงด้านน้ำ เช่น การลดการใช้น้ำ (Reduce) การบำบัดน้ำเสียให้เป็นไปตามมาตรฐานหรือใช้ซ้ำ (Reuse) และการรีไซเคิลน้ำเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งน้ำร่วมกับชุมชนอย่างเท่าเทียมกัน บริษัทฯ ได้ทวนสอบและกำหนดนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรและของเสีย มีแผนงานการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดการใช้นํ้า และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้นํ้าให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมให้พนักงาน และชุมชนรอบโครงการ ตระหนักถึงความสำคัญและดำเนินตามนโยบาย และแนวปฎิบัติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ตระหนักว่าน้ำสะอาดและสุขาภิบาลเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน (Human Right to Water and Sanitation) ตามหลักการ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGP) และมาตรฐาน ILO ที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ จึงกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้การดำเนินธุรกิจส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงน้ำของชุมชนโดยรอบ รวมถึงจัดให้มีกลไกรับข้อร้องเรียน (Grievance Mechanism) ที่โปร่งใส เข้าถึงได้ และมีประสิทธิภาพ สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำและการใช้น้ำ

บริษัทฯ มีเป้าหมายระยะยาว โครงการที่พัฒนามีการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และสามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% ภายใน ปี 2573

ศึกษานโยบายเพิ่มเติมได้ที่:

นโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรและของเสีย

การบริหารจัดการและกลยุทธ์

บริษัทฯ ดำเนินการประเมินความเสี่ยงในระดับลุ่มน้ำ (Basin-level Assessment) สำหรับพื้นที่โครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ Water Stress โดยใช้เครื่องมือ Aqueduct Water Risk Atlas และข้อมูลภูมิอากาศเชิงสถานการณ์ (Climate Scenario SSP2-4.5) เพื่อประเมินความเสี่ยงเชิงกายภาพ (Physical Risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) ผลการประเมินถูกนำมาใช้ในการกำหนดมาตรการลดความเสี่ยง การออกแบบโครงการ และการจัดสรรแหล่งน้ำสำรอง เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบ TNFD (LEAP Approach: Locate, Evaluate, Assess, Prepare)

จากการประเมินโครงการทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่ดำเนินงานของบริษัทฯ พบว่าความเสี่ยงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ได้แก่ พื้นที่ภาคกลาง โดยมีจำนวนโครงการที่มีความเสี่ยงด้านความเครียดน้ำในระดับ สูงมาก (Extremely High) รวมกันกว่า 41 โครงการ และในพื้นที่ ภาคตะวันออก พบว่าโครงการส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงระดับ สูง (High) โดยมีจำนวนรวมกันถึง 23 โครงการ เนื่องจากพื้นที่นี้มีความอ่อนไหวต่อปริมาณน้ำฝนที่ไม่แน่นอนและการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม องค์กรจึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Water Recycling) เพื่อลดภาระการดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ขณะที่ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้ภาพรวมความระดับความเสี่ยงจะกระจายตัว แต่จังหวัดใหญ่ อย่างเช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น และนครราชสีมา ยังคงมีโครงการที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งจำเป็นต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้งอย่างเป็นระบบ ในทางกลับกัน พื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันตก ส่วนใหญ่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ในระดับ ต่ำ ถึง ปานกลาง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม องค์กรยังคงยึดถือแนวทางการใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในอนาคต

บริษัทฯ กำหนดแผนการดำเนินงานเพื่อลดการใช้น้ำ ในระยะสั้น และระยะยาว และเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจเกิดขึ้น โดยมีแผนการดำเนินงาน ดังนี้

  1. กำหนดกระบวนการในการระบุโอกาสในการลดการใช้น้ำโดยไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการก่อสร้างและชุมชนโดยรอบ
  2. ติดตาม และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
  3. ทบทวนและประเมินพื้นที่อนุรักษ์น้ำอย่างสม่ำเสมอ

อีกทั้ง บริษัทฯ ได้ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต โดยการนำน้ำกลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ ผ่านโครงการปรับปรุงระบบน้ำภายในโครงการก่อสร้าง อาทิ โครงการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้ง ขุดบ่อหน่วงน้ำเพื่อกักเก็บน้ำฝนสำหรับใช้เมื่อเกิดภัยแล้ง เป็นต้น

การเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้ง (Drought and Water Scarcity Preparedness) บริษัทฯ บริหารจัดการน้ำโดยติดตามสถานการณ์และวางแผนดำเนินการผลักดันมาตรการต่างๆ และบริหารจัดการวิกฤตน้ำ โดยมีแนวทางในการบริหารจัดการน้ำ 2 ประเด็นสำคัญ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถลดต้นทุนการใช้น้ำได้จากแผนลดปริมาณการใช้น้ำและมีปริมาณน้ำใช้ที่เพียงพอต่อกระบวนการผลิต

เตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้ง (Water Management Task Force)
ลดปริมาณการใช้น้ำ

บริษัทฯ ประเมินกระบวนการผลิตทั้งระบบเพื่อระบุโอกาสในการลดการใช้น้ำ โดยไม่กระทบต่อคุณภาพงานก่อสร้าง การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้น้ำและหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ภายในไซต์งาน เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน รวมทั้งบริษัทฯ ทบทวนการดำเนินงานและสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการอนุรักษ์น้ำอย่างสม่ำเสมอ


ติดตามสถานการณ์น้ำเพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำ

บริษัทฯ ติดตามสถานการณ์น้ำทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกอย่างเป็นระบบ โดยประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ปริมาณน้ำ คุณภาพน้ำ และนโยบายด้านน้ำในระดับประเทศและท้องถิ่น ตลอดจนดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานของน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ขยายขอบเขตการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำไปยังห่วงโซ่อุปทาน โดยประเมินผู้รับเหมาและผู้จัดหาวัสดุหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำ (Water Stress Area) เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของวัสดุก่อสร้าง และกำหนดแนวปฏิบัติด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพให้กับคู่ค้าหลัก พร้อมทั้งสื่อสารผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าด้านการบริหารจัดการน้ำต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใสและสม่ำเสมอ

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

ลูกค้า
ลูกค้า
ผลกระทบเชิงบวก
  • ได้อยู่อาศัยในโครงการที่มีระบบจัดการน้ำที่ปลอดภัย คุณภาพน้ำสะอาด และมีค่าใช้จ่ายด้านค่าน้ำที่ลดลงจากระบบประหยัดน้ำ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
  • หากระบบจัดการน้ำขัดข้องหรือไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้คุณภาพน้ำไม่เหมาะสมต่อการอุปโภคบริโภค และสร้างความไม่พอใจต่อผู้อยู่อาศัย
พนักงาน
พนักงาน
ผลกระทบเชิงบวก
  • ได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย เกิดความภาคภูมิใจในองค์กร
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
  • หากขาดการอบรมและมาตรการรองรับ อาจเกิดภาระงานเพิ่มขึ้นหรือมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสน้ำทิ้งที่ปนเปื้อน
คู่ค้า / ร้านค้า
คู่ค้า / ร้านค้า
ผลกระทบเชิงบวก
  • มีโอกาสพัฒนานวัตกรรมร่วมกับ SUPALAI เช่น เทคโนโลยีประหยัดน้ำหรือระบบบำบัดที่ทันสมัย สร้างความน่าเชื่อถือและโอกาสทางธุรกิจ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
  • หากมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทเข้มงวดขึ้น คู่ค้าอาจมีต้นทุนสูงขึ้นในการปรับตัวตามข้อกำหนด
ผู้ถือหุ้น / นักลงทุน
ผู้ถือหุ้น / นักลงทุน
ผลกระทบเชิงบวก
  • ได้รับประโยชน์จากภาพลักษณ์ที่ดีและความยั่งยืนขององค์กร ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและมูลค่าการลงทุนในระยะยาว
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
  • หากการบริหารจัดการน้ำไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อาจสร้างความเสี่ยงด้านกฎหมาย ชื่อเสียง และกระทบต่อผลตอบแทนการลงทุน
ชุมชน / สังคม
ชุมชน / สังคม
ผลกระทบเชิงบวก
  • ได้รับสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ลดผลกระทบจากน้ำเสีย และสามารถเข้าถึงโครงการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
  • หากเกิดการรั่วไหลหรือปล่อยน้ำทิ้งที่ไม่ได้บำบัดอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์กับชุมชน
หน่วยงานราชการ
หน่วยงานราชการ
ผลกระทบเชิงบวก
  • ได้รับความร่วมมือจากองค์กรเอกชนในการสนับสนุนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
  • หากบริษัทไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านน้ำและน้ำทิ้ง อาจกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายและสร้างปัญหาทางกฎหมายแก่บริษัท

ผลการดำเนินงาน

ในปี 2568 บริษัทฯ ไม่ได้รับข้อร้องเรียนจากชุมชนหรือหน่วยงานภาครัฐในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับน้ำเสียหรือการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ความมั่นคงทางน้ำ

การสร้างความมั่นคงทางน้ำ

บริษัทฯ พิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับความเสี่ยงด้านน้ำ (Climate-Water Nexus) โดยบูรณาการการวิเคราะห์น้ำท่วม ภัยแล้ง และความแปรปรวนของปริมาณฝนเข้าสู่กระบวนการออกแบบโครงการและการบริหารสินทรัพย์ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ของโครงการในระยะยาว และลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักทางธุรกิจ

บริษัทฯ ตระหนักถึงการใช้น้ำจำนวนมากในกระบวนการก่อสร้างซึ่งมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำหากมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง จึงจัดให้มีแหล่งน้ำสำรองภายในพื้นที่ของบริษัทฯ เพื่อให้การดำเนินงานไม่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำจากภายนอก ดำเนินการจัดทำบ่อหน่วงน้ำเพื่อกักเก็บน้ำฝนปริมาณมากไว้ชั่วคราวในช่วงที่ฝนตกหนัก เพื่อชะลอการไหลของน้ำไม่ให้ลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะพร้อมกันจนเกินขีดความสามารถในการรองรับน้ำ ซึ่งจะช่วยป้องกันน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่โครงการและลดผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง รวมถึงใช้เก็บกักน้ำเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในฤดูแล้งได้ด้วย

การบริหารจัดการพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ (Water stress)

บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย กลุ่มชุมชน โรงเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการจัดสรรภายใต้การบริหารจัดการของนิติบุคคลในเครือ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวประสบภาวะความเครียดน้ำ (Water Stress) และมีข้อจำกัดทางกายภาพอันเนื่องมาจากเป็นพื้นที่น้ำกร่อย ซึ่งส่งผลเสียต่อการเกษตรเนื่องจากความเค็มของน้ำเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้พืชสวนส่วนใหญ่ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ บริษัทฯ จึงได้ริเริ่มแนวทางความร่วมมือกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งชุมชนโดยรอบและสถาบันการศึกษา เพื่อบูรณาการการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดอัตราการดึงน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ โดยดำเนินงานผ่าน "โครงการสวนผักกินดี" ซึ่งเป็นการนำนวัตกรรมการเกษตรแบบ ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) เข้ามาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ ระบบดังกล่าวเป็นกระบวนการปลูกพืชในระบบปิดซึ่งเอื้อต่อการหมุนเวียนทรัพยากรน้ำ และสารละลายธาตุอาหารกลับมาใช้ใหม่ ส่งผลให้สามารถลดปริมาณการใช้น้ำได้สูงสุดถึง 90%* เมื่อเทียบกับการทำเกษตรบนดินแบบดั้งเดิม

ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินโครงการไม่เพียงแต่เป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำร่วมกับชุมชนเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของสมาชิกในชุมชน ผ่านการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการขับเคลื่อนองค์กรตามหลักการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับชุมชน

(*อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์บริการร่วมกรมส่งเสริมการเกษตร)

การลดการใช้น้ำและการสูญเสียน้ำในองค์กร

การบริหารทรัพยากรน้ำอาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์

บริษัทฯ มีเป้าหมายในการลดการใช้น้ำในอาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ ได้จำแผนงานการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดการใช้นํ้า ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้นํ้า และส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและใช้น้ำอย่างคุ้มค่าในทุกกิจกรรม โดยฝ่ายจัดการอาคารได้ทำหน้าที่ควบคุมและติดตามความคืบหน้าของกิจกรรมภายในโครงการต่างๆ ดังนี้

  • โครงการเก็บกักน้ำทิ้งจากระบบ Chiller ซึ่งยังมีคุณภาพเหมาะสมกลับมาใช้ในการรดน้ำต้นไม้และดูแลพื้นที่สีเขียว ช่วยลดการใช้น้ำประปา เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำของอุปกรณ์และสุขภัณฑ์ บริษัทฯ เลือกใช้สุขภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติช่วยประหยัดน้ำ และติดตั้งก๊อกน้ำระบบเซ็นเซอร์เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำเกินความจำเป็น ช่วยควบคุมปริมาณการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียน้ำ
  • การตรวจสอบและซ่อมแซมการรั่วไหลของน้ำในอุปกรณ์และระบบท่อ บริษัทฯ ทำการตรวจสอบอุปกรณ์และระบบท่อเป็นประจำทุกสัปดาห์ และให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแลและแจ้งซ่อมเพื่อดำเนินการแก้ไขในทันที หากมีการพบเห็นการรั่วไหลของน้ำภายในบริษัทฯ เช่น การรั่วซึมของก๊อกน้ำ หรือสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ
  • การให้ความรู้และรณรงค์สร้างความตระหนักแก่พนักงานเกี่ยวกับการใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในทุกสำนักงาน จัดทำป้ายรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้พนักงานปิดน้ำทุกครั้งที่ไม่ใช้ และร่วมกันตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสูญเสียน้ำโดยไม่จำเป็น
การหมุนเวียนทรัพยากรน้ำโครงการก่อสร้าง

การรักษาความสะอาดของถนนสาธารณะเป็นสิ่งสำคัญ รถบรรทุกทุกคันที่ออกจากโครงการจำเป็นต้องผ่านการล้างล้อเพื่อป้องกันเศษดินหรือฝุ่นฟุ้งกระจายออกไปภายนอก ซึ่งกระบวนการนี้หากไม่มีการจัดการที่ดีจะก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองทรัพยากรน้ำอย่างมหาศาลจากการล้างทำความสะอาดถนนและสร้างปัญหาน้ำเสียสะสมในโครงการก่อสร้าง จึงได้ออกแบบบ่อล้างล้อที่มีระบบบำบัดเบื้องต้นไว้ภายในโครงการ โดยการปล่อยให้ตะกอนดินตกผลึกและคัดแยกเศษวัสดุออก จากนั้นจึงนำน้ำที่ผ่านการตกตะกอนแล้วกลับมาหมุนเวียนใช้ในการล้างล้อรถคันถัดไป แทนการใช้น้ำประปาฉีดล้างแล้วปล่อยทิ้งให้กลายเป็นน้ำเสีย วิธีนี้ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังมีการจัดการตะกอนดินให้เป็นประโยชน์ โดยนำเศษดินและตะกอนที่ถูกแยกออกจากบ่อน้ำหมุนเวียน จะถูกรวบรวมเพื่อนำไปบริหารจัดการร่วมกับเศษวัสดุอื่นๆ ในโครงการ เช่น นำไปผสมกับเศษคอนกรีตเพื่อทำชั้นฐานรองพื้นถนน (Subbase) หรือนำไปปรับปรุงพื้นที่หน้างาน

การบริหารจัดการน้ำทิ้ง

การจัดการน้ำเสียและการหมุนเวียน

บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน จึงได้จัดทำแผนการจัดการน้ำ และดำเนินการจัดการน้ำเสียที่เกิดจากการอุปโภคบริโภคในระดับองค์กร รวมถึงกระบวนการก่อสร้างทุกโครงการเพื่อดูแลและจัดการน้ำเสียอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ดังนี้

การบำบัดน้ำเสีย

บริษัทฯ จัดทำระบบรางระบายน้ำจากทุกบริเวณที่มีกิจกรรมก่อให้เกิดน้ำเสียภายในบริษัทฯ การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพช่วยลดการปล่อยสารมลพิษลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ป้องกันการปนเปื้อนของน้ำและดิน ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชนโดยรอบ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ

  • อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ ใช้ระบบบำบัดน้ำเสียทั้งแบบเติมอากาศ (Aerobic) และแบบไร้อากาศ (Anaerobic) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว จำนวน 5 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทั้งหมดร้อยละ 100 ถูกส่งไปที่บ่อรับน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตและใช้รดน้ำพื้นที่สีเขียว โดยไม่มีการปล่อยออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะตามหลักการ Zero water discharge
  • โครงการก่อสร้างมีแผนการจัดการ และกระบวนการบำบัดน้ำเสียเริ่มต้นจากครัวเรือน โดยน้ำเสียจะผ่านการบำบัดเบื้องต้นจากถังบำบัดภายในบ้านแต่ละแปลง จากนั้นน้ำที่ผ่านการบำบัดจะไหลมารวมกันที่ถังบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของโครงการ เพื่อทำการบำบัดซ้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐาน ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
การควบคุมคุณภาพน้ำทิ้ง

บริษัทฯ มีการตรวจติดตามและวิเคราะห์คุณภาพน้ำทิ้ง เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งก่อนปล่อยสู่สาธารณะ และเพื่อตรวจวัดค่าน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมาย โดยมีการเก็บตัวอย่างน้ำอย่างถูกวิธีและส่งห้องปฏิบัติการที่เชื่อถือได้เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีสารพิษปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังช่วยให้ทราบองค์ประกอบและประสิทธิภาพของระบบบำบัด เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของชุมชนและสิ่งแวดล้อม

  • อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ กำหนดให้มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งตามที่กฎหมายกำหนดก่อนออกจากอาคาร ปีละ 2 ครั้ง และรายงานผลทางอิเล็คทรอนิกส์ในวันที่ 15 ของทุกเดือนตามกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในมาตรา 80 ต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายให้ทุกโครงการแนวราบ และโครงการอาคารชุดกำหนดแนวทางปฏิบัติในการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้ง โดยติดตั้งอุปกรณ์ ตรวจเช็ค ดูแลระบบบำบัดก่อนปล่อยระบายน้ำทิ้งสู่แหล่งน้ำสาธารณะ อีกทั้งมีแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) และแผนการซ่อมแซมอย่างเป็นระบบให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด เพื่อให้ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งผ่านเกณฑ์มาตรฐาน

การกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านการจัดการน้ำทิ้ง

บริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการจัดการน้ำทิ้งสำหรับโครงการอาคารชุดและโครงการแนวราบ โดยแบ่งตามลำดับความสำคัญและลักษณะกิจกรรมในแต่ละระยะของโครงการ ดังนี้

1

ระยะก่อสร้างโครงการ ในช่วงการก่อสร้าง มาตรการหลักจะเน้นการจัดการน้ำปนเปื้อนจากกิจกรรมก่อสร้างและที่พักคนงาน เพื่อไม่ให้กระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติรอบพื้นที่โครงการ

  • จัดให้มีห้องน้ำ ภายในบ้านพักคนงาน โดยจัดวางให้ห่างจากอาคารข้างเคียง โดยแยกเป็นห้องน้ำ สำหรับคนงานชายและหญิง และมีระบบบำบัดนำเสียชนิดบ่อเกรอะ - กรองไร้อากาศ และเติมอากาศ โดยมีขนาดที่สามารถรองรับน้ำเสียที่จะเกิดขึ้นได้ ก่อนระบายลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ และสูบตะกอนออกจากบ่อเกรอะทุก 1 ปี
  • มีหัวหน้าคนงานหรือผู้ควบคุมดูแลให้คนงานดูแลรักษาความสะอาดห้องน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันกลิ่นเหม็น และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค
  • ภายหลังการก่อสร้างโครงการจะต้องดำเนินการรื้อถอนระบบสาธารณูปโภคช่วงก่อสร้างสำหรับคนงานออกจากโครงการอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน โดยสูบตะกอนออกจากบ่อเกรอะ - บ่อกรองทิ้งทั้งหมด ฆ่าเชื้อโรค ด้วยการโรยปูนขาวก่อนกลบปิดถาวร
  • จัดให้มีรางระบายน้ำรอบพื้นที่ก่อสร้าง และบ่อดักตะกอนดินพร้อมตะแกรงดักขยะ ก่อนระบายออกสู่สาธารณะ
  • บ่อดักตะกอนดิน/ปูน/โคลน เพื่อดักตะกอนดิน/ปูน/โคลน ก่อนจะระบายเฉพาะน้ำออกนอกพื้นที่โครงการลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ
  • จัดเตรียมพื้นที่สำหรับล้างล้อรถบรรทุกก่อนออกจากพื้นที่โครงการ โดยใช้สายฉีดน้ำแรงดันสูง (Water Jet) ฉีดล้างเศษดินออกจากล้อรถบรรทุก พร้อมทั้งจัดให้มีใบกวาดยางเพื่อ กวาดน้ำที่ล้างล้อรถเข้าสู่พื้นที่โครงการ ไม่ให้ไหลลงสู่ท่อระบายน้ำนอกโครงการ
  • ทำความสะอาดบริเวณหน้างาน เพื่อป้องกันไม่ให้เศษดิน เศษปูน และเศษวัสดุก่อสร้างอุดตัน หรือกีดขวางการไหลของน้ำและท่อระบายน้ำสาธารณะ
2

ระยะเปิดดำเนินโครงการ เมื่อโครงการเปิดดำเนินการ จะมีมาตรการเน้นที่ความต่อเนื่องและความเสถียรของระบบบำบัด เพื่อรองรับน้ำทิ้งจากใช้งานอาคาร

  • จัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียรวมเป็นแบบเติมอากาศ Activated Sludge แบบ Conventional โดยมีขนาดที่สามารถรองรับน้ำเสียที่จะเกิดขึ้นได้ ฝังไว้ใต้ดินบริเวณถนนภายในโครงการ โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดจะมีค่าตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนระบายออกสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ
  • ตรวจสอบปริมาณไขมันในบ่อดักไขมันเป็นประจำทุกเดือน และดำเนินการสูบกากไขมันออกจากบ่อดักไขมัน ตามเวลาที่กำหนดไว้
  • ตรวจสอบปริมาณสิ่งปฏิกูลเป็นประจำทุกเดือน ดำเนินการสูบสิ่งปฏิกูลจากบ่อเกรอะ ตามเวลาที่กำหนดไว้
  • สูบตะกอนสะสมออกจากถังเก็บตะกอนเป็นประจำทุก 1 เดือน หรือเมื่อถังเก็บตะกอนเต็ม โดยให้บริษัทเอกชนที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการเข้ามาเก็บขนไปกำจัด
  • กำจัดก๊าซมีเทนที่เกิดขึ้นจากระบบบำบดน้ำเสีย และบำบัดละอองน้ำเสียที่เกิดจากบ่อเติมอากาศด้วยวิธี Soil Bed
  • กำหนดจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งก่อนบำบัด จำนวน 2 จุด และหลังผ่านการบำบัด จำนวน 1 จุด ตรวจวัด เดือนละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี เพื่อบันทึกเป็นข้อมูลเปรียบเทียบคุณภาพน้ำก่อนและหลังเข้าระบบบำบัดนำเสียรวม ภายหลัง 1 ปี เป็นต้นไป ให้ตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัด จำนวน 1 จุด พารามิเตอร์ที่ตรวจวัดเป็นไปตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมีชาติและสิ่งแวดล้อม
  • รณรงค์ให้ผู้พักอาศัยภายในโครงการ ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ที่มีสารฟอสฟอรัส และสารประกอบไนโตรเจน น้อยหรือไม่มี เพื่อลดการปล่อยทิ้งลงสู่ท่อระบายนํ้าสาธารณะ

ผลการดำเนินงานและผลลัพธ์ด้านการจัดการน้ำ 3 ปีย้อนหลัง

ข้อมูลการใช้น้ำ อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์
ปริมาณการใช้น้ำ หน่วย ปี 2566 ปี 2567 ปี 2568
ปริมาณน้ำใช้ทั้งหมด ลูกบาศก์เมตร 108,750 111,528 96,610
น้ำประปาหรือน้ำจากองค์กรอื่น ลูกบาศก์เมตร 108,750 111,528 96,610
น้ำผิวดิน ลูกบาศก์เมตร 0 0 0
น้ำบาดาล ลูกบาศก์เมตร 0 0 0
น้ำรีไซเคิล ลูกบาศก์เมตร 0 0 1,320
ปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วยพื้นที่ ลบ.ม/ตรม. 1.17 1.20 1.04
ร้อยละของน้ำทิ้งที่ได้รับการบำบัด % 100 100 100
ปริมาณน้ำทิ้งรวม ลูกบาศก์เมตร 83,554.96 86,332.96 71,934.96
ข้อมูลการใช้น้ำ โครงการก่อสร้างในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค จำนวน 233 โครงการ และอาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์
ปริมาณการใช้น้ำรวม หน่วย ปี 2566 ปี 2567 ปี 2568
ปริมาณน้ำใช้ทั้งหมด ลูกบาศก์เมตร 1,023,042.05 1,368,977.40 1,307,508.31
ปริมาณการใช้น้ำประปาหรือน้ำจากองค์กรอื่น ลูกบาศก์เมตร 1,023,042.05 1,368,977.40 1,307,508.31