การบริหารจัดการน้ำและน้ำทิ้ง
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
เฉพาะน้ำที่ใช้ในอาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ พระราม 3
ความมุ่งมั่น ความท้าทาย และโอกาส

บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินประเด็นด้านน้ำตามหลัก Double Materiality โดยพิจารณาทั้ง (1) ผลกระทบขององค์กรต่อทรัพยากรน้ำและระบบนิเวศ (Impact Materiality) และ (2) ความเสี่ยงและโอกาสทางการเงินที่เกิดจากความเสี่ยงด้านน้ำ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ข้อจำกัดด้านคุณภาพน้ำ และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ (Financial Materiality) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ ต้นทุนการก่อสร้าง ความต่อเนื่องทางธุรกิจ มูลค่าทรัพย์สิน และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย
ผลการประเมินดังกล่าวถูกบูรณาการเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร (ERM) และการวางแผนกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทาง TCFD, IFRS S1/S2 และ ESRS E3 Water and Marine Resources
บริษัทฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการบริหารจัดการน้ำใช้และน้ำทิ้งผ่านนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและยั่งยืน ตัวอย่างที่สะท้อนถึงความตั้งใจดังกล่าวคืออาคารสำนักงานใหญ่ Supalai Grand Tower ซึ่งได้นำน้ำควบแน่นจากระบบปรับอากาศกลับมาใช้ใหม่ ทั้งในระบบแอร์แบบแยกส่วนและการรดน้ำต้นไม้ภายในพื้นที่โครงการ การดำเนินการนี้ไม่เพียงลดการใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติ แต่ยังเป็นต้นแบบของการจัดการทรัพยากรที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้จะการกำหนดนโยบายและโครงการนำร่องที่สะท้อนความตั้งใจในการบริหารจัดการน้ำ แต่การขยายแนวทางดังกล่าวไปสู่โครงการอื่นของบริษัทฯ ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทายในหลายมิติ ทั้งด้านเทคนิค งบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐานของระบบน้ำในแต่ละโครงการ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะอาคารและผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้ การปลูกฝังวัฒนธรรมการใช้น้ำอย่างประหยัดและส่งเสริมการนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ยังคงเป็นเรื่องท้าทาย เพราะต้องอาศัยการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องในระดับโครงการ ตลอดจนการพัฒนาเครื่องมือและระบบติดตามผลที่มีประสิทธิภาพ
แม้เป็นความท้าทาย แต่บริบทเหล่านี้ก็เปิดโอกาสให้ บริษัทฯ สามารถยกระดับการบริหารจัดการน้ำเพื่อเป็นตัวอย่างสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมด้านการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ การเก็บน้ำฝน หรือการติดตั้งระบบวัดปริมาณการใช้น้ำแบบ real-time ล้วนสามารถต่อยอดจากโครงการต้นแบบให้ครอบคลุมโครงการต่างๆ มากขึ้นในอนาคต อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรในฐานะผู้นำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น การดำเนินการเหล่านี้สอดคล้องโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG เป้าหมายที่ 6 ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงน้ำสะอาด การบำบัดน้ำเสีย และการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ทั้งนี้ หากสามารถขยายแนวทางความร่วมมือกับภาครัฐหรือองค์กรภายนอกเพื่อนำเทคโนโลยีหรืองบประมาณมาสนับสนุนการจัดการน้ำในระดับโครงการหรือชุมชนโดยรอบ จะยิ่งเสริมพลังให้บริษัทฯสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
โครงสร้างการกำกับดูแล
บริษัทฯ จัดตั้งคณะทำงานด้านความยั่งยืน ประกอบด้วยผู้แทนจากฝ่ายกำกับดูแลกิจการและระบบคุณภาพ ฝ่ายก่อสร้าง ฝ่ายจัดการอาคาร และฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีหน้าที่รับผิดชอบในการประเมินและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการน้ำ จัดทำแผนงาน แผนปฏิบัติการ และติดตามผลการดำเนินการเรื่องน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร จัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในบริษัทฯ ในภาวะปกติและภาวะวิกฤต และการสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่พนักงาน โดยรายงานตรงต่อประธานคณะกรรมการด้านความยั่งยืน และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการบริหารเป็นประจำทุกปี
กลยุทธ์และการบริหารจัดการ

นโยบายและความมุ่งมั่น
บริษัทฯ มุ่งมั่นดูแลและปกป้องทรัพยากรน้ำตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งลดผลกระทบ และการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำอย่างเป็นระบบ รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานน้ำทิ้งของกรมควบคุมมลพิษ และแนวทางตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2015 อย่างเคร่งครัด และเปิดเผยข้อมูลรายงานความยั่งยืนด้านน้ำและน้ำเสีย GRI 303: Water and Effluents ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล GRI Standards (Global Reporting Initiative) นอกจากนี้ในบางพื้นที่ของบริษัทฯ เป็นพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำสูง (water-stress area) บริษัทฯ จึงได้ทำการประเมินความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำโดยใช้ Aqueduct Water Risk Atlas ของ World Resources Institute: WRI เครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงด้านน้ำ เช่น การลดการใช้น้ำ (Reduce) การบำบัดน้ำเสียให้เป็นไปตามมาตรฐานหรือใช้ซ้ำ (Reuse) และการรีไซเคิลน้ำเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งน้ำร่วมกับชุมชนอย่างเท่าเทียมกัน บริษัทฯ ได้ทวนสอบและกำหนดนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรและของเสีย มีแผนงานการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดการใช้นํ้า และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้นํ้าให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมให้พนักงาน และชุมชนรอบโครงการ ตระหนักถึงความสำคัญและดำเนินตามนโยบาย และแนวปฎิบัติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม
บริษัทฯ ตระหนักว่าน้ำสะอาดและสุขาภิบาลเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน (Human Right to Water and Sanitation) ตามหลักการ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGP) และมาตรฐาน ILO ที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ จึงกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้การดำเนินธุรกิจส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงน้ำของชุมชนโดยรอบ รวมถึงจัดให้มีกลไกรับข้อร้องเรียน (Grievance Mechanism) ที่โปร่งใส เข้าถึงได้ และมีประสิทธิภาพ สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำและการใช้น้ำ
บริษัทฯ มีเป้าหมายระยะยาว โครงการที่พัฒนามีการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และสามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% ภายใน ปี 2573
ศึกษานโยบายเพิ่มเติมได้ที่:
นโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรและของเสีย

การบริหารจัดการและกลยุทธ์
บริษัทฯ ดำเนินการประเมินความเสี่ยงในระดับลุ่มน้ำ (Basin-level Assessment) สำหรับพื้นที่โครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ Water Stress โดยใช้เครื่องมือ Aqueduct Water Risk Atlas และข้อมูลภูมิอากาศเชิงสถานการณ์ (Climate Scenario SSP2-4.5) เพื่อประเมินความเสี่ยงเชิงกายภาพ (Physical Risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) ผลการประเมินถูกนำมาใช้ในการกำหนดมาตรการลดความเสี่ยง การออกแบบโครงการ และการจัดสรรแหล่งน้ำสำรอง เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบ TNFD (LEAP Approach: Locate, Evaluate, Assess, Prepare)
จากการประเมินโครงการทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่ดำเนินงานของบริษัทฯ พบว่าความเสี่ยงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ได้แก่ พื้นที่ภาคกลาง โดยมีจำนวนโครงการที่มีความเสี่ยงด้านความเครียดน้ำในระดับ สูงมาก (Extremely High) รวมกันกว่า 41 โครงการ และในพื้นที่ ภาคตะวันออก พบว่าโครงการส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงระดับ สูง (High) โดยมีจำนวนรวมกันถึง 23 โครงการ เนื่องจากพื้นที่นี้มีความอ่อนไหวต่อปริมาณน้ำฝนที่ไม่แน่นอนและการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม องค์กรจึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Water Recycling) เพื่อลดภาระการดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ขณะที่ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้ภาพรวมความระดับความเสี่ยงจะกระจายตัว แต่จังหวัดใหญ่ อย่างเช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น และนครราชสีมา ยังคงมีโครงการที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งจำเป็นต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้งอย่างเป็นระบบ ในทางกลับกัน พื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันตก ส่วนใหญ่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ในระดับ ต่ำ ถึง ปานกลาง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม องค์กรยังคงยึดถือแนวทางการใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในอนาคต
บริษัทฯ กำหนดแผนการดำเนินงานเพื่อลดการใช้น้ำ ในระยะสั้น และระยะยาว และเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจเกิดขึ้น โดยมีแผนการดำเนินงาน ดังนี้
- กำหนดกระบวนการในการระบุโอกาสในการลดการใช้น้ำโดยไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการก่อสร้างและชุมชนโดยรอบ
- ติดตาม และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
- ทบทวนและประเมินพื้นที่อนุรักษ์น้ำอย่างสม่ำเสมอ
อีกทั้ง บริษัทฯ ได้ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต โดยการนำน้ำกลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ ผ่านโครงการปรับปรุงระบบน้ำภายในโครงการก่อสร้าง อาทิ โครงการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้ง ขุดบ่อหน่วงน้ำเพื่อกักเก็บน้ำฝนสำหรับใช้เมื่อเกิดภัยแล้ง เป็นต้น
การเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้ง (Drought and Water Scarcity Preparedness) บริษัทฯ บริหารจัดการน้ำโดยติดตามสถานการณ์และวางแผนดำเนินการผลักดันมาตรการต่างๆ และบริหารจัดการวิกฤตน้ำ โดยมีแนวทางในการบริหารจัดการน้ำ 2 ประเด็นสำคัญ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถลดต้นทุนการใช้น้ำได้จากแผนลดปริมาณการใช้น้ำและมีปริมาณน้ำใช้ที่เพียงพอต่อกระบวนการผลิต
เตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้ง (Water Management Task Force)
บริษัทฯ ประเมินกระบวนการผลิตทั้งระบบเพื่อระบุโอกาสในการลดการใช้น้ำ โดยไม่กระทบต่อคุณภาพงานก่อสร้าง การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้น้ำและหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ภายในไซต์งาน เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน รวมทั้งบริษัทฯ ทบทวนการดำเนินงานและสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการอนุรักษ์น้ำอย่างสม่ำเสมอ
บริษัทฯ ติดตามสถานการณ์น้ำทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกอย่างเป็นระบบ โดยประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ปริมาณน้ำ คุณภาพน้ำ และนโยบายด้านน้ำในระดับประเทศและท้องถิ่น ตลอดจนดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานของน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ขยายขอบเขตการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำไปยังห่วงโซ่อุปทาน โดยประเมินผู้รับเหมาและผู้จัดหาวัสดุหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำ (Water Stress Area) เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของวัสดุก่อสร้าง และกำหนดแนวปฏิบัติด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพให้กับคู่ค้าหลัก พร้อมทั้งสื่อสารผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าด้านการบริหารจัดการน้ำต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใสและสม่ำเสมอ
ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
ลูกค้า
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้อยู่อาศัยในโครงการที่มีระบบจัดการน้ำที่ปลอดภัย คุณภาพน้ำสะอาด และมีค่าใช้จ่ายด้านค่าน้ำที่ลดลงจากระบบประหยัดน้ำ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากระบบจัดการน้ำขัดข้องหรือไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้คุณภาพน้ำไม่เหมาะสมต่อการอุปโภคบริโภค และสร้างความไม่พอใจต่อผู้อยู่อาศัย
พนักงาน
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย เกิดความภาคภูมิใจในองค์กร
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากขาดการอบรมและมาตรการรองรับ อาจเกิดภาระงานเพิ่มขึ้นหรือมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสน้ำทิ้งที่ปนเปื้อน
คู่ค้า / ร้านค้า
ผลกระทบเชิงบวก
- มีโอกาสพัฒนานวัตกรรมร่วมกับ SUPALAI เช่น เทคโนโลยีประหยัดน้ำหรือระบบบำบัดที่ทันสมัย สร้างความน่าเชื่อถือและโอกาสทางธุรกิจ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทเข้มงวดขึ้น คู่ค้าอาจมีต้นทุนสูงขึ้นในการปรับตัวตามข้อกำหนด
ผู้ถือหุ้น / นักลงทุน
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับประโยชน์จากภาพลักษณ์ที่ดีและความยั่งยืนขององค์กร ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและมูลค่าการลงทุนในระยะยาว
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากการบริหารจัดการน้ำไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อาจสร้างความเสี่ยงด้านกฎหมาย ชื่อเสียง และกระทบต่อผลตอบแทนการลงทุน
ชุมชน / สังคม
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ลดผลกระทบจากน้ำเสีย และสามารถเข้าถึงโครงการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากเกิดการรั่วไหลหรือปล่อยน้ำทิ้งที่ไม่ได้บำบัดอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์กับชุมชน
หน่วยงานราชการ
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับความร่วมมือจากองค์กรเอกชนในการสนับสนุนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากบริษัทไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านน้ำและน้ำทิ้ง อาจกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายและสร้างปัญหาทางกฎหมายแก่บริษัท
ผลการดำเนินงาน
ในปี 2568 บริษัทฯ ไม่ได้รับข้อร้องเรียนจากชุมชนหรือหน่วยงานภาครัฐในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับน้ำเสียหรือการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ความมั่นคงทางน้ำ

การสร้างความมั่นคงทางน้ำ
บริษัทฯ พิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับความเสี่ยงด้านน้ำ (Climate-Water Nexus) โดยบูรณาการการวิเคราะห์น้ำท่วม ภัยแล้ง และความแปรปรวนของปริมาณฝนเข้าสู่กระบวนการออกแบบโครงการและการบริหารสินทรัพย์ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ของโครงการในระยะยาว และลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักทางธุรกิจ
บริษัทฯ ตระหนักถึงการใช้น้ำจำนวนมากในกระบวนการก่อสร้างซึ่งมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำหากมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง จึงจัดให้มีแหล่งน้ำสำรองภายในพื้นที่ของบริษัทฯ เพื่อให้การดำเนินงานไม่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำจากภายนอก ดำเนินการจัดทำบ่อหน่วงน้ำเพื่อกักเก็บน้ำฝนปริมาณมากไว้ชั่วคราวในช่วงที่ฝนตกหนัก เพื่อชะลอการไหลของน้ำไม่ให้ลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะพร้อมกันจนเกินขีดความสามารถในการรองรับน้ำ ซึ่งจะช่วยป้องกันน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่โครงการและลดผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง รวมถึงใช้เก็บกักน้ำเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในฤดูแล้งได้ด้วย

การบริหารจัดการพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ (Water stress)
บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย กลุ่มชุมชน โรงเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการจัดสรรภายใต้การบริหารจัดการของนิติบุคคลในเครือ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวประสบภาวะความเครียดน้ำ (Water Stress) และมีข้อจำกัดทางกายภาพอันเนื่องมาจากเป็นพื้นที่น้ำกร่อย ซึ่งส่งผลเสียต่อการเกษตรเนื่องจากความเค็มของน้ำเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้พืชสวนส่วนใหญ่ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ บริษัทฯ จึงได้ริเริ่มแนวทางความร่วมมือกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งชุมชนโดยรอบและสถาบันการศึกษา เพื่อบูรณาการการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดอัตราการดึงน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ โดยดำเนินงานผ่าน "โครงการสวนผักกินดี" ซึ่งเป็นการนำนวัตกรรมการเกษตรแบบ ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) เข้ามาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ ระบบดังกล่าวเป็นกระบวนการปลูกพืชในระบบปิดซึ่งเอื้อต่อการหมุนเวียนทรัพยากรน้ำ และสารละลายธาตุอาหารกลับมาใช้ใหม่ ส่งผลให้สามารถลดปริมาณการใช้น้ำได้สูงสุดถึง 90%* เมื่อเทียบกับการทำเกษตรบนดินแบบดั้งเดิม
ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินโครงการไม่เพียงแต่เป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำร่วมกับชุมชนเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของสมาชิกในชุมชน ผ่านการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการขับเคลื่อนองค์กรตามหลักการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับชุมชน
(*อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์บริการร่วมกรมส่งเสริมการเกษตร)
การลดการใช้น้ำและการสูญเสียน้ำในองค์กร

การบริหารทรัพยากรน้ำอาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์
บริษัทฯ มีเป้าหมายในการลดการใช้น้ำในอาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ ได้จำแผนงานการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดการใช้นํ้า ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้นํ้า และส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและใช้น้ำอย่างคุ้มค่าในทุกกิจกรรม โดยฝ่ายจัดการอาคารได้ทำหน้าที่ควบคุมและติดตามความคืบหน้าของกิจกรรมภายในโครงการต่างๆ ดังนี้
- โครงการเก็บกักน้ำทิ้งจากระบบ Chiller ซึ่งยังมีคุณภาพเหมาะสมกลับมาใช้ในการรดน้ำต้นไม้และดูแลพื้นที่สีเขียว ช่วยลดการใช้น้ำประปา เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
- การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำของอุปกรณ์และสุขภัณฑ์ บริษัทฯ เลือกใช้สุขภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติช่วยประหยัดน้ำ และติดตั้งก๊อกน้ำระบบเซ็นเซอร์เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำเกินความจำเป็น ช่วยควบคุมปริมาณการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียน้ำ
- การตรวจสอบและซ่อมแซมการรั่วไหลของน้ำในอุปกรณ์และระบบท่อ บริษัทฯ ทำการตรวจสอบอุปกรณ์และระบบท่อเป็นประจำทุกสัปดาห์ และให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแลและแจ้งซ่อมเพื่อดำเนินการแก้ไขในทันที หากมีการพบเห็นการรั่วไหลของน้ำภายในบริษัทฯ เช่น การรั่วซึมของก๊อกน้ำ หรือสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ
- การให้ความรู้และรณรงค์สร้างความตระหนักแก่พนักงานเกี่ยวกับการใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในทุกสำนักงาน จัดทำป้ายรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้พนักงานปิดน้ำทุกครั้งที่ไม่ใช้ และร่วมกันตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสูญเสียน้ำโดยไม่จำเป็น

การหมุนเวียนทรัพยากรน้ำโครงการก่อสร้าง
การรักษาความสะอาดของถนนสาธารณะเป็นสิ่งสำคัญ รถบรรทุกทุกคันที่ออกจากโครงการจำเป็นต้องผ่านการล้างล้อเพื่อป้องกันเศษดินหรือฝุ่นฟุ้งกระจายออกไปภายนอก ซึ่งกระบวนการนี้หากไม่มีการจัดการที่ดีจะก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองทรัพยากรน้ำอย่างมหาศาลจากการล้างทำความสะอาดถนนและสร้างปัญหาน้ำเสียสะสมในโครงการก่อสร้าง จึงได้ออกแบบบ่อล้างล้อที่มีระบบบำบัดเบื้องต้นไว้ภายในโครงการ โดยการปล่อยให้ตะกอนดินตกผลึกและคัดแยกเศษวัสดุออก จากนั้นจึงนำน้ำที่ผ่านการตกตะกอนแล้วกลับมาหมุนเวียนใช้ในการล้างล้อรถคันถัดไป แทนการใช้น้ำประปาฉีดล้างแล้วปล่อยทิ้งให้กลายเป็นน้ำเสีย วิธีนี้ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังมีการจัดการตะกอนดินให้เป็นประโยชน์ โดยนำเศษดินและตะกอนที่ถูกแยกออกจากบ่อน้ำหมุนเวียน จะถูกรวบรวมเพื่อนำไปบริหารจัดการร่วมกับเศษวัสดุอื่นๆ ในโครงการ เช่น นำไปผสมกับเศษคอนกรีตเพื่อทำชั้นฐานรองพื้นถนน (Subbase) หรือนำไปปรับปรุงพื้นที่หน้างาน
การบริหารจัดการน้ำทิ้ง

การจัดการน้ำเสียและการหมุนเวียน
บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน จึงได้จัดทำแผนการจัดการน้ำ และดำเนินการจัดการน้ำเสียที่เกิดจากการอุปโภคบริโภคในระดับองค์กร รวมถึงกระบวนการก่อสร้างทุกโครงการเพื่อดูแลและจัดการน้ำเสียอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ดังนี้
การบำบัดน้ำเสีย
บริษัทฯ จัดทำระบบรางระบายน้ำจากทุกบริเวณที่มีกิจกรรมก่อให้เกิดน้ำเสียภายในบริษัทฯ การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพช่วยลดการปล่อยสารมลพิษลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ป้องกันการปนเปื้อนของน้ำและดิน ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชนโดยรอบ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ
- อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ ใช้ระบบบำบัดน้ำเสียทั้งแบบเติมอากาศ (Aerobic) และแบบไร้อากาศ (Anaerobic) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว จำนวน 5 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทั้งหมดร้อยละ 100 ถูกส่งไปที่บ่อรับน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตและใช้รดน้ำพื้นที่สีเขียว โดยไม่มีการปล่อยออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะตามหลักการ Zero water discharge
- โครงการก่อสร้างมีแผนการจัดการ และกระบวนการบำบัดน้ำเสียเริ่มต้นจากครัวเรือน โดยน้ำเสียจะผ่านการบำบัดเบื้องต้นจากถังบำบัดภายในบ้านแต่ละแปลง จากนั้นน้ำที่ผ่านการบำบัดจะไหลมารวมกันที่ถังบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของโครงการ เพื่อทำการบำบัดซ้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐาน ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ

การควบคุมคุณภาพน้ำทิ้ง
บริษัทฯ มีการตรวจติดตามและวิเคราะห์คุณภาพน้ำทิ้ง เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งก่อนปล่อยสู่สาธารณะ และเพื่อตรวจวัดค่าน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมาย โดยมีการเก็บตัวอย่างน้ำอย่างถูกวิธีและส่งห้องปฏิบัติการที่เชื่อถือได้เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีสารพิษปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังช่วยให้ทราบองค์ประกอบและประสิทธิภาพของระบบบำบัด เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของชุมชนและสิ่งแวดล้อม
- อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ กำหนดให้มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งตามที่กฎหมายกำหนดก่อนออกจากอาคาร ปีละ 2 ครั้ง และรายงานผลทางอิเล็คทรอนิกส์ในวันที่ 15 ของทุกเดือนตามกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในมาตรา 80 ต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายให้ทุกโครงการแนวราบ และโครงการอาคารชุดกำหนดแนวทางปฏิบัติในการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้ง โดยติดตั้งอุปกรณ์ ตรวจเช็ค ดูแลระบบบำบัดก่อนปล่อยระบายน้ำทิ้งสู่แหล่งน้ำสาธารณะ อีกทั้งมีแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) และแผนการซ่อมแซมอย่างเป็นระบบให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด เพื่อให้ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งผ่านเกณฑ์มาตรฐาน
การกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านการจัดการน้ำทิ้ง
บริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการจัดการน้ำทิ้งสำหรับโครงการอาคารชุดและโครงการแนวราบ โดยแบ่งตามลำดับความสำคัญและลักษณะกิจกรรมในแต่ละระยะของโครงการ ดังนี้
ระยะก่อสร้างโครงการ ในช่วงการก่อสร้าง มาตรการหลักจะเน้นการจัดการน้ำปนเปื้อนจากกิจกรรมก่อสร้างและที่พักคนงาน เพื่อไม่ให้กระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติรอบพื้นที่โครงการ
- จัดให้มีห้องน้ำ ภายในบ้านพักคนงาน โดยจัดวางให้ห่างจากอาคารข้างเคียง โดยแยกเป็นห้องน้ำ สำหรับคนงานชายและหญิง และมีระบบบำบัดนำเสียชนิดบ่อเกรอะ - กรองไร้อากาศ และเติมอากาศ โดยมีขนาดที่สามารถรองรับน้ำเสียที่จะเกิดขึ้นได้ ก่อนระบายลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ และสูบตะกอนออกจากบ่อเกรอะทุก 1 ปี
- มีหัวหน้าคนงานหรือผู้ควบคุมดูแลให้คนงานดูแลรักษาความสะอาดห้องน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันกลิ่นเหม็น และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค
- ภายหลังการก่อสร้างโครงการจะต้องดำเนินการรื้อถอนระบบสาธารณูปโภคช่วงก่อสร้างสำหรับคนงานออกจากโครงการอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน โดยสูบตะกอนออกจากบ่อเกรอะ - บ่อกรองทิ้งทั้งหมด ฆ่าเชื้อโรค ด้วยการโรยปูนขาวก่อนกลบปิดถาวร
- จัดให้มีรางระบายน้ำรอบพื้นที่ก่อสร้าง และบ่อดักตะกอนดินพร้อมตะแกรงดักขยะ ก่อนระบายออกสู่สาธารณะ
- บ่อดักตะกอนดิน/ปูน/โคลน เพื่อดักตะกอนดิน/ปูน/โคลน ก่อนจะระบายเฉพาะน้ำออกนอกพื้นที่โครงการลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ
- จัดเตรียมพื้นที่สำหรับล้างล้อรถบรรทุกก่อนออกจากพื้นที่โครงการ โดยใช้สายฉีดน้ำแรงดันสูง (Water Jet) ฉีดล้างเศษดินออกจากล้อรถบรรทุก พร้อมทั้งจัดให้มีใบกวาดยางเพื่อ กวาดน้ำที่ล้างล้อรถเข้าสู่พื้นที่โครงการ ไม่ให้ไหลลงสู่ท่อระบายน้ำนอกโครงการ
- ทำความสะอาดบริเวณหน้างาน เพื่อป้องกันไม่ให้เศษดิน เศษปูน และเศษวัสดุก่อสร้างอุดตัน หรือกีดขวางการไหลของน้ำและท่อระบายน้ำสาธารณะ
ระยะเปิดดำเนินโครงการ เมื่อโครงการเปิดดำเนินการ จะมีมาตรการเน้นที่ความต่อเนื่องและความเสถียรของระบบบำบัด เพื่อรองรับน้ำทิ้งจากใช้งานอาคาร
- จัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียรวมเป็นแบบเติมอากาศ Activated Sludge แบบ Conventional โดยมีขนาดที่สามารถรองรับน้ำเสียที่จะเกิดขึ้นได้ ฝังไว้ใต้ดินบริเวณถนนภายในโครงการ โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดจะมีค่าตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนระบายออกสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ
- ตรวจสอบปริมาณไขมันในบ่อดักไขมันเป็นประจำทุกเดือน และดำเนินการสูบกากไขมันออกจากบ่อดักไขมัน ตามเวลาที่กำหนดไว้
- ตรวจสอบปริมาณสิ่งปฏิกูลเป็นประจำทุกเดือน ดำเนินการสูบสิ่งปฏิกูลจากบ่อเกรอะ ตามเวลาที่กำหนดไว้
- สูบตะกอนสะสมออกจากถังเก็บตะกอนเป็นประจำทุก 1 เดือน หรือเมื่อถังเก็บตะกอนเต็ม โดยให้บริษัทเอกชนที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการเข้ามาเก็บขนไปกำจัด
- กำจัดก๊าซมีเทนที่เกิดขึ้นจากระบบบำบดน้ำเสีย และบำบัดละอองน้ำเสียที่เกิดจากบ่อเติมอากาศด้วยวิธี Soil Bed
- กำหนดจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งก่อนบำบัด จำนวน 2 จุด และหลังผ่านการบำบัด จำนวน 1 จุด ตรวจวัด เดือนละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี เพื่อบันทึกเป็นข้อมูลเปรียบเทียบคุณภาพน้ำก่อนและหลังเข้าระบบบำบัดนำเสียรวม ภายหลัง 1 ปี เป็นต้นไป ให้ตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัด จำนวน 1 จุด พารามิเตอร์ที่ตรวจวัดเป็นไปตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมีชาติและสิ่งแวดล้อม
- รณรงค์ให้ผู้พักอาศัยภายในโครงการ ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ที่มีสารฟอสฟอรัส และสารประกอบไนโตรเจน น้อยหรือไม่มี เพื่อลดการปล่อยทิ้งลงสู่ท่อระบายนํ้าสาธารณะ
ผลการดำเนินงานและผลลัพธ์ด้านการจัดการน้ำ 3 ปีย้อนหลัง
ข้อมูลการใช้น้ำ อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์
| ปริมาณการใช้น้ำ | หน่วย | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 |
|---|---|---|---|---|
| ปริมาณน้ำใช้ทั้งหมด | ลูกบาศก์เมตร | 108,750 | 111,528 | 96,610 |
| น้ำประปาหรือน้ำจากองค์กรอื่น | ลูกบาศก์เมตร | 108,750 | 111,528 | 96,610 |
| น้ำผิวดิน | ลูกบาศก์เมตร | 0 | 0 | 0 |
| น้ำบาดาล | ลูกบาศก์เมตร | 0 | 0 | 0 |
| น้ำรีไซเคิล | ลูกบาศก์เมตร | 0 | 0 | 1,320 |
| ปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วยพื้นที่ | ลบ.ม/ตรม. | 1.17 | 1.20 | 1.04 |
| ร้อยละของน้ำทิ้งที่ได้รับการบำบัด | % | 100 | 100 | 100 |
| ปริมาณน้ำทิ้งรวม | ลูกบาศก์เมตร | 83,554.96 | 86,332.96 | 71,934.96 |
ข้อมูลการใช้น้ำ โครงการก่อสร้างในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค จำนวน 233 โครงการ และอาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์
| ปริมาณการใช้น้ำรวม | หน่วย | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 |
|---|---|---|---|---|
| ปริมาณน้ำใช้ทั้งหมด | ลูกบาศก์เมตร | 1,023,042.05 | 1,368,977.40 | 1,307,508.31 |
| ปริมาณการใช้น้ำประปาหรือน้ำจากองค์กรอื่น | ลูกบาศก์เมตร | 1,023,042.05 | 1,368,977.40 | 1,307,508.31 |