การบริหารจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย
- เป้าหมายปี 2573 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 40% (scope 1&2 จาก BAU)
- เป้าหมายระยะยาว ปี 2593 องค์กรที่เป็นกลาง ทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) (scope 1&2)
บริษัทฯ มุ่งมั่นสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต 1 และขอบเขต 2 ขององค์กรให้ได้ 40% เมื่อเทียบกับ BAU (Business As Usual) ภายในปี 2573 หรือ ค.ศ.2030 และมีเป้าหมายระยะยาวมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ในขอบเขต 1 และ 2)
เพื่อสนับสนุนการติดตามความก้าวหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดทำ บัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (Organizational Greenhouse Gas Inventory) ตามแนวทาง GHG Protocol Corporate Accounting Standard ครอบคลุมการปล่อยใน Scope 1 และ Scope 2 และเปิดเผยข้อมูลย้อนหลังอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถติดตามแนวโน้มการปล่อยและประเมินประสิทธิผลของมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ ได้อย่างโปร่งใส
ความมุ่งมั่น ความท้าทาย และโอกาส

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บริษัทฯ ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ (Strategic Risk) ที่อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สิน ห่วงโซ่อุปทาน และต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว บริษัทฯ จึงกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ด้าน Climate Change เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ โดยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อาทิ TCFD, GRI และ FTSE ESG Model รวมถึงทิศทางนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย
เนื่องจากผลกระทบมีแนวโน้มที่รุนแรงและชัดเจนมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้ผู้อยู่อาศัยต้องเผชิญกับสภาวะอากาศร้อนจัดจนส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังรวมถึงความถี่ของการเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วมฉับพลัน พายุรุนแรง แผ่นดินไหว ฯลฯ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อตัวอาคารและต้นทุนในการซ่อมแซม บำรุงรักษาสินทรัพย์ในระยะยาว
จากผลกระทบที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จึงนำมาสู่ความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง เช่น มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เสี่ยงลดลง แนวโน้มการจัดเก็บภาษีคาร์บอนที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนในการก่อสร้าง นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญและมีมุมมองด้านที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่บริษัทฯ ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากอาจนำไปสู่การสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตและความเสี่ยงเหล่านี้ ยังถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับบริษัทฯ ที่สามารถปรับตัวได้ก่อน และสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การออกแบบอาคารที่พึ่งพาระบบทำความเย็นธรรมชาติ (Passive Design) การนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ลูกบ้าน และการพัฒนาโครงการที่เน้นความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืน การขยับตัวเข้าหาโอกาสนี้ยังช่วยให้บริษัทเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) ที่มีต้นทุนต่ำลง และยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่า ทุกโครงการที่บริษัทฯ พัฒนานั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับโลกที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
โครงสร้างการกำกับดูแล
การกำกับดูแลด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศ Board oversight of climate change
บริษัทฯ มุ่งยกระดับความโปร่งใสด้าน ESG โดยมีโครงสร้างกำกับดูแลภายใต้คณะกรรมการบริษัทอย่างชัดเจน เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลมีความถูกต้อง เชื่อถือได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยจัดโครงสร้างการกำกับดูแลด้านความยั่งยืน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับคณะกรรมการ ระดับจัดการ และระดับปฏิบัติการ
ระดับคณะกรรมการ โดยคณะกรรมการบริษัทอนุมัติกฎบัติการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ดังต่อไปนี้
- คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการตรวจสอบ กำกับดูแลความถูกต้อง ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของข้อมูล ESG ก่อนการเปิดเผยต่อผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมทั้งกำกับงานตรวจสอบภายในให้ครอบคลุมประเด็นด้าน ESG
- คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน กำหนดทิศทาง กลยุทธ์ และติดตามการดำเนินงานด้าน ESG ของทั้งองค์กร
- คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง วิเคราะห์ประเด็น Climate Risk และ Nature-related Risks พร้อมกำกับการประเมินความเสี่ยงตามแนวทาง TCFD
ระดับจัดการ
- คณะกรรมการด้านความยั่งยืน แต่งตั้งโดยกรรมการผู้จัดการ คณะกรรมการด้านความยั่งยืน แต่งตั้งโดยกรรมการผู้จัดการ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์และกำกับดูแลการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กรให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ นโยบาย และเป้าหมายทางธุรกิจ ที่คณะกรรมการบริษัทกำหนด และดำเนินการปรับปรุงกระบวนการทำงานตามความเห็นของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้สอดคล้องกับความเห็นของทำหน้าที่บูรณาการประเด็น Climate Change เข้าสู่การดำเนินงานด้าน ESG การบริหารความเสี่ยง และกระบวนการตัดสินใจในระดับองค์กร พร้อมทั้งติดตาม ประเมินผล และให้ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานด้านการลดผลกระทบและการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง
ระดับปฏิบัติการ
- คณะทำงานด้านความยั่งยืน คณะทำงานด้านความยั่งยืน แต่งตั้งโดยกรรมการผู้จัดการ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กรในระดับปฏิบัติการ โดยทำหน้าที่วิเคราะห์ วางแผน และบูรณาการประเด็น Climate Change เข้าสู่กระบวนการทำงานของแต่ละหน่วยงานอย่างเป็นระบบ คณะทำงานฯ ทำหน้าที่รวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความเสี่ยงและโอกาสจากสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการติดตามผลการดำเนินงานด้านการบรรเทาและการปรับตัวต่อ Climate Change เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กร นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการรายงานความคืบหน้า ประเด็นความเสี่ยง และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อผู้บริหารและคณะกรรมการด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง อันเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความพร้อมขององค์กรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
กลยุทธ์และการบริหารจัดการ
นโยบายและความมุ่งมั่น
บริษัทฯ ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงมุ่งมั่นสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจัดทำ “นโยบายการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงกฎระเบียบของประเทศไทย พร้อมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายและทิศทางด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดผลกระทบและสร้างความยั่งยืนในระดับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม

นโยบายการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นโยบายฉบับนี้เป็นการกำหนดแนวทางปฏิบัติให้บริษัทฯ และบุคลากรดำเนินการบริหารจัดการปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในกระบวนการดำเนินงาน เพื่อให้เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด และสอดคล้องกับเกณฑ์สากล โดยมุ่งเน้นการสร้างกระบวนการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเข้าใจให้แก่บุคลากรทุกระดับในการมีส่วนร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยแบ่งนโยบายย่อยออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้
1. การบริหารจัดการด้านพลังงาน
บริษัทฯ มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่กระบวนการก่อสร้าง การบริหารจัดการอาคารที่เป็นสินทรัพย์ของบริษัทฯ ไปจนถึงการดูแลการใช้พลังในพื้นที่เปิดโล่ง โดยมีการจัดเก็บข้อมูลและจัดทำรายงานการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาวิเคราะห์และกำหนดแนวทางลดการใช้พลังงานในผลิตภัณฑ์และกระบวนการทำงานอย่างเคร่งครัด รวมถึงมีการจัดหาผู้ทวนสอบอิสระจากภายนอกตามมาตรฐานสากลเพื่อรับรองความถูกต้องของข้อมูล
2. การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ บริษัทฯ ได้วางระบบการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุม ดังนี้
- การบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์ มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดกลยุทธ์และบริหารจัดการความยั่งยืนโดยเฉพาะ พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานบริหารความเสี่ยงวิเคราะห์โอกาสและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในกรอบระยะเวลาต่างๆ เพื่อบูรณาการเข้ากับแผนบริหารความเสี่ยงรวมของบริษัทฯ
- การประเมินและวิเคราะห์ข้อมูล บริษัทฯ ดำเนินการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม (Scope 1, 2 และ 3) รวมถึงคำนวณอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยรายได้รวม (Carbon Intensity) เพื่อติดตามประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- การกำหนดเป้าหมายและนวัตกรรม การจำลองเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่อาจเป็นไปได้ในอนาคต เพื่อประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรือองค์กรอย่างไร และกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณที่ชัดเจน โดยแบ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางภายในปี 2573 และเป้าหมายระยะยาวภายในปี 2593 นอกจากนี้ยังส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น ราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Price) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อยคาร์บอน
- การเปิดเผยข้อมูลและความร่วมมือ บริษัทฯ มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศตามแนวทางมาตรฐานสากล (TCFD) ในรายงานประจำปี พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือกับองค์กรภายนอกและดำเนินโครงการ "ศุภาลัยสร้างดี" เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในเครือข่ายภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมและนโยบายสาธารณะด้าน Climate Change โดยบริษัทฯ เป็นสมาชิกขององค์กรธุรกิจและเครือข่ายวิชาชีพ เช่น สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย FIABCI-Thai (International Real Estate Federation)
การมีส่วนร่วมดังกล่าวช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืน และสนับสนุนการกำหนดมาตรฐานการออกแบบอาคารที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับอุตสาหกรรม
นโยบายบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การบริหารจัดการและกลยุทธ์
บริษัทฯ มีโครงสร้างการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกรอบของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) ครอบคลุมทั้ง Physical Risk และ Transition Risk เพื่อให้สามารถระบุ ป้องกัน และรับมือกับผลกระทบได้อย่างรอบด้าน กำหนด Risk Appetite เพื่อควบคุมการรับความเสี่ยงให้อยู่ในขอบเขตที่สามารถจัดการได้ และเน้นการป้องกันเชิงรุก นอกจากนี้ยังมองเห็นโอกาสในการพัฒนา เช่น การออกแบบและก่อสร้างด้วยแนวคิด Green & Sustainable Design การนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาใช้ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างทางการแข่งขันและเสริมสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การประเมินความเสี่ยง และการรับมือความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ จัดทำกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศรวมอยู่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงทั้งหมดขององค์กร ในปี 2568 มีการขยายโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีการพัฒนาโครงการแล้ว กว่า 29 จังหวัด ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มีการประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง การบริหารความเสี่ยงและโอกาสตามหลัก Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) ดังนี้
ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk)
บริษัทฯ มีกระบวนการประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วม ฝนตกหนัก พายุรุนแรง แผ่นดินไหว และฝุ่นพิษ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน อาคาร และทรัพย์สินของโครงการ รวมถึงกระทบต่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและพนักงาน และผลกระทบทางอ้อมจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน แบ่งเป็น:
น้ำท่วมฉับพลัน และพายุใต้ฝุ่นรุนแรง
ผลกระทบ/โอกาส และมาตรการจัดการความเสี่ยง
ผลกระทบ
การเกิดน้ำท่วมฉับพลันส่งผลให้การดำเนินงานหยุดชะงัก หรือพายุอาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่โครงการก่อสร้าง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการสูญเสียของรายได้ของบริษัทฯ รวมถึงด้านความปลอดภัยของบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐาน
โอกาส
การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านความปลอดภัย ระบบแจ้งเตือนสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย
มาตรการจัดการความเสี่ยง
- จัดทำแผนการตอบสนองฉุกเฉินในกรณีเกิดน้ำท่วมฉับพลัน และพายุใต้ฝุ่นรุนแรง เช่น อพยพพนักงานและผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงไปยังที่ปลอดภัย ปิดระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่อาจเป็นอันตราย ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยกู้ภัยและโรงพยาบาล
- แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจเพื่อวางแผนดำเนินการในสถานการณ์ที่ทำให้เกิดการหยุดชะงักของงานก่อสร้างเพื่อทำให้เกิดผลกระทบในระดับต่ำสุด เช่น ซ้อมแผนอพยพและการตอบสนองในสถานการณ์จำลอง ทำประกันภัยเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
แผ่นดินไหว
ผลกระทบ/โอกาส และมาตรการจัดการความเสี่ยง
ผลกระทบ
เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างทำให้งานก่อสร้างหยุดชะงัก อาคารและสิ่งปลูกสร้างอาจได้รับความเสียหาย มีต้นทุนที่สูงจากค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม
โอกาส
- การพัฒนาโครงการ ออกแบบบ้านและอาคารที่รองรับแรงสั่นสะเทือน ลดต้นทุนค่าซ่อมแซมเมื่อเกิดวิกฤต
- ความร่วมมือกับผู้รับเหมาหรือคู่ค้า พัฒนานวัตกรรมวัสดุก่อสร้างที่ทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนนำไปสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้น
มาตรการจัดการความเสี่ยง
- ออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานต้านทานแผ่นดินไหว
- ติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า
- จัดทำแผนฉุกเฉินและฝึกซ้อมการอพยพในสถานการณ์จำลอง
- ทำประกันภัยทรัพย์สินเพื่อคุ้มครองมูลค่าทรัพย์สิน
ความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Stress / ภัยแล้ง)
ผลกระทบ/โอกาส และมาตรการจัดการความเสี่ยง
ผลกระทบ
โครงการก่อสร้างต้องใช้น้ำในกระบวนการต่างๆ เช่น การผสมคอนกรีต การทำความสะอาด และการควบคุมฝุ่น หากเกิดภัยแล้งรุนแรงและหากมีการขาดแคลนน้ำจะทำให้การดำเนินงานล่าช้า และต้นทุนที่สูงขึ้นในการจัดหาน้ำ
โอกาส
การพัฒนาโครงการด้านนวัตกรรมบริหารจัดการน้ำ ลดการใช้น้ำและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ รายได้จากฐานลูกค้าที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม
มาตรการจัดการความเสี่ยง
ออกแบบการอนุรักษ์น้ำเพื่อลดการใช้และการสูญเสียในระบบ การใช้น้ำที่ผ่านการบำบัดมาใช้ประโยชน์ และใช้เทคโนโลยีการคาดการณ์อากาศและการวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น
ผลกระทบ/โอกาส และมาตรการจัดการความเสี่ยง
ผลกระทบ
อสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้ชายฝั่งหรือพื้นที่ต่ำจะมีความเสี่ยงจากน้ำท่วมสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้มูลค่าทรัพย์สินลดลงและเพิ่มค่าใช้จ่ายในการประกันภัย
โอกาส
พัฒนาโครงการที่ยั่งยืนโดยการออกแบบป้องกันภัยธรรมชาติ และสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อชะลอน้ำ ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการทำเลศักยภาพใหม่
มาตรการจัดการความเสี่ยง
การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานป้องกัน เช่น แนวกันชนทางธรรมชาติ กำแพงกันคลื่น และการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืน รวมถึงออกแบบผังโครงการเพื่อจำกัดการพัฒนาในพื้นที่เสี่ยง
สุขภาพและอาชีวอนามัยของพนักงาน (คลื่นความร้อน)
ผลกระทบ/โอกาส และมาตรการจัดการความเสี่ยง
ผลกระทบ
อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น ความร้อนสะสม ส่งผลด้านสุขภาพคนงานที่อยู่กลางแจ้งมีความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากความร้อน เช่น โรคฮีทสโตรก (Heatstroke)
โอกาส
การนำหุ่นยนต์ (Robot) เข้ามาใช้แทนคน ลดต้นทุนแรงงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
มาตรการจัดการความเสี่ยง
- จุดพักที่ระบายอากาศได้ดี
- จัดจุดดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวันต่อคน
- การแต่งกายและอุปกรณ์ เช่น หมวกนิรภัยที่ติดปีกหมวกป้องกันแดด และการฝึกอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Risk)
บริษัทฯ มีแผนรับมือความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Risk) ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎหมาย เช่น ภาษีคาร์บอน หรือการบังคับใช้มาตรฐานอาคารเขียว เทคโนโลยี ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป เช่น ความต้องการของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับบ้านประหยัดพลังงาน หรือการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชื่อเสียง หากบริษัทฯ ไม่สามารถปรับตัวได้ทันตามกระแสสังคม
การวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Analysis)
บริษัทฯ ได้มีการประเมินผลกระทบจากการวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Analysis) ที่อาจเกิดขึ้นต่อการเงินที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามมาตรฐาน TCFD (Task Force on Climate-related Financial Disclosures) โดยอ้างอิง ข้อมูลจากทีมนักวิทยาศาตร์ที่ได้ทำการศึกษาโดยใช้แบบจำลองเพื่อคาดการณ์โดยการใช้แบบจำลอง RCP 2.6 และ RCP 4.5 (RCP ย่อมาจาก Representative Concentration Pathways คือ แบบจำลองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต ระหว่าง ค.ศ. 2006 – 2300) เพื่อคาดการณ์ผลกระทบในปี 2050 ดังนี้
(left) Hypothetical pathways of carbon emissions ("representative concentration pathways," or RCPs) throughout the twenty-first century based on different possible energy policies and economic growth patterns. (right) Projected temperature increase relative to the 1901-1960 average depending on which RCP we eventually follow. Image by Katharine Hayhoe, from the 2017 Climate Science Special Report by the U.S. Global Change Research Program.
แบบจำลอง RCP 2.6 (สถานการณ์ดีที่สุด)
รัฐบาลและภาคธุรกิจทั่วโลกร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มข้น เพื่อจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5-2.0 องศาเซลเซียส
| ผลกระทบต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: | โอกาส: |
|---|---|
|
ความเสี่ยงทางกายภาพจะลดลง แต่บริษัทฯ จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่าน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและข้อกำหนดของรัฐบาลที่เข้มงวดขึ้น โดยบริษัทฯ คาดว่าจะต้องลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อให้ธุรกิจเกิดความยั่งยืนและสอดคล้องกับมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น ดังนี้
|
บริษัทฯ มีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันผ่าน
|
แบบจำลอง RCP 4.5 (สถานการณ์ปานกลาง)
ภายใต้สถานการณ์จำลอง RCP 4.5 ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายลดก๊าซเรือนกระจกในระดับปานกลาง ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2.0 ถึง 3.0 องศาเซลเซียส ภายในปี พ.ศ.2643 (ค.ศ. 2100) ซึ่งเป็นระดับที่เกินกว่าเป้าหมายความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ต้องการจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส สถานการณ์นี้จะนำไปสู่ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและถี่ขึ้น รวมถึงคาดการณ์ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.35 ถึง 0.70 เมตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและความสามารถในการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต
บริษัทฯ ได้นำการวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Scenario Analysis) ตามแนวทาง RCP 4.5 มาใช้ประเมินความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) ในแต่ละพื้นที่เชิงภูมิศาสตร์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) ฉบับเมษายน 2567 โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้:
ความเสี่ยงด้านการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์: บริษัทฯ มุ่งเน้นการประเมินพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อภัยจากความร้อน อุทกภัย และภัยแล้ง โดยวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแผนที่ความเสี่ยงของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2559 - 2578 (ค.ศ. 2016 - 2035) เพื่อนำมาบูรณาการร่วมกับการคัดเลือกทำเลที่ตั้งโครงการ การออกแบบสถาปัตยกรรมที่ทนทานต่อสภาพอากาศ และการวางระบบวิศวกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) ให้กับโครงการที่อยู่อาศัยในระยะยาว
โดยประวัติศาสตร์ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ถูกกำหนดโดยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม สภาวะโลกร้อนในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านปัจจัยเหล่านี้ไปสู่ความท้าทายใหม่ที่ซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นตัวแปรสำคัญต่อความมั่นคงของการตั้งถิ่นฐานและมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว
บริษัทฯ จึงตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับเกณฑ์การตัดสินใจ จากการวางแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิม สู่การวางแผนที่บูรณาการข้อมูลสภาพภูมิอากาศ (Climate-Informed Development Planning) เพื่อสร้างหลักประกันด้านความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัย โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์แบบจำลองภูมิอากาศระดับประเทศภายใต้สถานการณ์ RCP 4.5 ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งระบุถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความเปราะบางต่อภัยความร้อน (Heat Stress) ภัยแล้ง (Drought) และอุทกภัย (Floods) โดยเฉพาะใน 10 จังหวัดที่มีดัชนีความเสี่ยงสูงสุด ดังปรากฏในรายละเอียดของแผนที่ความเสี่ยงที่แสดงในรูปภาพประกอบ
ตารางแสดงจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 10 อันดับแรก
สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ในช่วงปี พ.ศ. 2559 – 2578 (ค.ศ. 2016 - 2035)
| ความเสี่ยง | พื้นที่เสี่ยง | |
|---|---|---|
| ความร้อน | RCP 4.5 | กรุงเทพมหานคร, นครราชสีมา, สมุทรปราการ, บุรีรัมย์, ชลบุรี, อุบลราชธานี, สงขลา, นนทบุรี, สุรินทร์ และภูเก็ต |
| RCP 8.5 | กรุงเทพมหานคร, นครราชสีมา, สมุทรปราการ, บุรีรัมย์, ชลบุรี, อุบลราชธานี, สงขลา, สุรินทร์, ภูเก็ต และนนทบุรี | |
| ภัยแล้ง | RCP 4.5 | กรุงเทพมหานคร, นครราชสีมา, ขอนแก่น, สมุทรปราการ, อุบลราชธานี, ร้อยเอ็ด, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ชัยภูมิ และอุดรธานี |
| RCP 8.5 | กรุงเทพมหานคร, นครราชสีมา, ขอนแก่น, ร้อยเอ็ด, สมุทรปราการ, อุบลราชธานี, อุดรธานี, บุรีรัมย์, มหาสารคาม และสุรินทร์ | |
| อุทกภัย | RCP 4.5 | กรุงเทพมหานคร, นครราชสีมา, เชียงใหม่, นครศรีธรรมราช, เชียงราย, นครสวรรค์, กำแพงเพชร, พิษณุโลก, ขอนแก่น และพระนครศรีอยุธยา |
| RCP 8.5 | กรุงเทพมหานคร, นครราชสีมา, ขอนแก่น, นครศรีธรรมราช, เชียงใหม่, สมุทรปราการ, พระนครศรีอยุธยา, กำแพงเพชร, สงขลา และนครสวรรค์ | |
ภาพแสดงแผนที่ความเสี่ยงสาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ภายใต้ภาพสถานการณ์จำลอง RCP 4.5 โดยเน้นพื้นที่เสี่ยงภายจากความร้อน อุทกภัย และภัยแล้ง แสดงในแผนที่ช่วงปี พ.ศ. 2559 – 2578 โดยสีเข้ม หมายถึง พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมาก
ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2564)
ตารางแสดงพื้นที่เสี่ยงในการสร้างโครงการ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
| Region | Physical Risk | Transition Risk | |||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| น้ำท่วม | พายุรุนแรง | แผ่นดินไหว | คลื่นความร้อน | ฝุ่น PM 2.5 | การขาดแคลนน้ำ /ภัยแล้ง |
ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น /น้ำเค็มรุกพื้นที่ |
Policy | Technology | Market | Reputation | |
| กทม. / ปริมณฑล | VH | M | M | M | H | M | H | H | L | H | M |
| กลาง | VH | M | L | M | L | L | H | H | L | H | M |
กลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยและเพิ่มการดูดซับก๊าซเรือนกระจก
| กลยุทธ์ | ขอบเขต | แนวทางการดำเนินงาน | ||
|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | ||
| เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน | เพิ่มการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น Solar Rooftop / Solar Carport ผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในอาคารหรือโครงการสำนักงานขาย | |||
| เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า ในกระบวนการออกแบบและพัฒนาโครงการ | ออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน ลดการสูญเสียพลังงาน ตรวจสอบและปรับปรุงระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า | |||
| บริหารทรัพยากรและจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ | ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการเกิดของเสียตั้งแต่ต้นทาง การส่งเสริมการรีไซเคิลและการหมุนเวียนทรัพยากร และการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ | |||
| ส่งเสริมความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน | เข้าร่วมเป็นสมาชิกและสนับสนุนคู่ค้าให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ | |||
| ฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ | ฟื้นฟูความสมบูรณ์ของป่าไม้ โดยสนับสนุนการปลูกต้นในพื้นที่เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน | |||
ผลการดำเนินงาน
การออกแบบบ้าน และมาตรฐานอาคารที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานและลดคาร์บอน
บริษัทฯ ได้นําประเด็นความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจและให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนำแนวคิดการออกแบบบ้าน และอาคารที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนและพัฒนาโครงการบ้าน และอาคารชุดได้รับการออกแบบให้สอดคล้องและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดการใช้พลังงานในระยะยาว และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ แนวทางการออกแบบมุ่งเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

การออกแบบบ้าน และการวางผังโครงการ
- ออกแบบวางผัง และทิศทางลมให้รับแสงธรรมชาติและการระบายอากาศที่เหมาะสม
- ออกแบบพื้นที่พักอาศัยหลัก เช่น ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ให้ได้รับแสงธรรมชาติอย่างเพียงพอ โดยมีอัตราส่วนพื้นที่กระจกต่อพื้นที่ห้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในการให้แสงสว่างในเวลากลางวัน
- การออกแบบ โดยกำหนดและระบุการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก เช่น วัสดุอิฐมวลเบาและสีทาผนังบ้านที่ช่วยลดการสะสมความร้อน ทำให้บ้านเย็นลดการใช้พลังงานไฟฟ้า
- การออกแบบโดยนำนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อการประหยัดพลังงาน เช่น Motion Sensor หรือระบบควบคุมอัจฉริยะ สามารถตั้งเวลาเปิด - ปิด ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า
- การออกแบบและ ติดตั้ง Solar Roof ใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อบริหารจัดการพลังงานในพื้นที่สำนักงานขาย สำนักงานก่อสร้าง บ้านตัวอย่าง บ้านพร้อมขาย และที่จอดรถชั่วคราวสำหรับลูกค้า

การออกแบบอาคาร และการเลือกใช้วัสดุประหยัดพลังงานสำหรับโครงการแนวสูง
- การออกแบบโครงการโดยการวางทิศทางอาคาร แนวเหนือ-ใต้, ทิศทางลม, การออกแบบระเบียงบังตัวอาคารป้องกันการโดนแดดโดยตรง ส่งผลให้ตัวอาคารเย็นลง ลดการใช้พลังงาน
- การวางผัง แนวอาคารเพื่อหลีกเลี่ยงทิศตะวันตก และการออกแบบขนาดช่องเปิด (Window-to-Wall Ratio) ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง เพื่อรับแสงสว่างและระบายอากาศจากธรรมชาติ
-
การออกแบบโดยการเลือกใช้เทคโนโลยี และอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน
- การเลือกใช้วัสดุคาร์บอนต่ำการคัดเลือกวัสดุก่อสร้างที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Low Carbon Materials) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแฝง (Embodied Carbon) ในกระบวนการก่อสร้าง เช่น การใช้ฉนวนกันความร้อนใยแก้ว ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานฉลากเขียว ซึ่งวัตถุดิบและกระบวนการผลิตส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ปลอดภัย ทำการติดตั้งเหนือฝ้าเพดานชั้น 2 ลดความร้อนจากพื้นที่ใต้หลังคารับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่สูงขึ้น
- การเลือกใช้สีทาอาคารที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อนและแสงสว่างเพื่อลดการดูดซับความร้อนในผนัง ผสานกับการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนความร้อนสูง เช่น อิฐมวลเบา และ ฉนวนกันความร้อนใยแก้ว (Green Label) ติดตั้งเหนือฝ้าเพดาน ร่วมกับฝ้าชายคาไวนิลพร้อมเกล็ดระบายความร้อน เพื่อลดการสะสมความร้อนใต้หลังคา
- วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น เครื่องปรับอากาศระบบ Inverter ประหยัดไฟเบอร์ 5
- การนำนวัตกรรม ก๊อกน้ำพลังงานน้ำ (Hydro-powered) ที่ผลิตกระแสไฟฟ้าในตัวจากแรงดันน้ำมาใช้เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากสายส่ง
- ไฟหัวเสา Solar cell ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 100% ทำให้ลดการใช้ไฟฟ้า และเนื่องจากเป็นโคมไฟหัวเสาซึ่งติดตั้งภายนอกอาคาร จึงต้องใช้วัสดุที่ทนทานต่อรังสียูวี (UV-Resistant) และทนต่อสภาพอากาศแปรปรวน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ซึ่งช่วยลดความถี่ในการเปลี่ยนวัสดุ และลดปริมาณของเสียในระยะยาว
- กระจกประหยัดพลังงาน เบอร์ 5 ซึ่งช่องว่างที่กั้นระหว่างกระจกทำหน้าที่เป็นฉนวนที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้การส่งผ่านความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ภายในได้น้อยลง ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า

การออกแบบบ้าน และอาคารเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ พัฒนาการออกแบบบ้าน และอาคารเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ช่วยให้สิ่งปลูกสร้างสามารถทนทาน และใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ผลกระทบที่รุนแรงและแปรปรวนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น คลื่นความร้อนที่สูงขึ้น น้ำท่วม พายุรุนแรง ภัยแล้ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอาคาร
- การออกแบบโครงสร้างเพื่อลดความเสี่ยงที่อาคารจะได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เช่น การออกแบบโครงสร้างให้สามารถรับแรงแผ่นดินไหวได้ในพื้นที่เสี่ยง และการออกแบบเพื่อรองรับการทรุดตัวของพื้นที่
- การออกแบบชายคายื่นยาวเพื่อกันแดด หรือกันฝน ช่วยให้ตัวอาคารสามารถปรับตัวให้เข้ากับคลื่นความร้อนได้ดี ทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้ามากจนเกินไป และยังเป็นการออกแบบเพื่อรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่แปรปรวน ช่วยป้องกันผนัง กรอบหน้าต่าง และระเบียงจากฝนที่ตกหนักและรุนแรงได้

การสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมภายในองค์กร
บริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงจัดให้มีกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กรเพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานเพื่อตอบสนองความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนี้
1. การปลูกฝังวัฒนธรรมการประหยัดพลังงานและความตระหนักรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่พนักงาน
- เชิญชวนพนักงานใช้รถส่วนกลางของบริษัทฯ ลดคาร์บอน ลดค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงานน้ำมันและกำหนดให้รถยนต์ส่วนกลางที่เป็นรถไฮบริดทุกคันต้องเติมน้ำมัน E20 เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กร
- การส่งเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมโดยประชาสัมพันธ์แนะนำหลักสูตรการอบรมผ่านระบบออนไลน์ให้แก่พนักงาน
- การมีส่วนร่วมของพนักงานในกิจกรรมเพื่อส่งเสริมด้านการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงแปลงสภาพภูมิกาศ ส่งเสริมให้พนักงานคัดแยกขยะเพื่อส่งต่อโครงการ “ยิ่งแยกยิ่งได้” ร่วมกับ Recycle Day ในปี 2568 ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 11.82 tCO₂e (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่จำนวน 1,228 ต้น
- โครงการ E-Waste ร่วมกับ AIS จำนวนขยะรวม 20 กิโลกรัม เทียบเคียงการลดคาร์บอนฟุตพรินท์ 0.123 tCO₂e (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 14 ต้น
- จัดระบบคัดแยกขยะในสำนักงาน โดยเฉพาะขยะที่เกิดจากการออกแบบและงานเอกสาร เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

การส่งเสริมความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน
- จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ESG Focus Group ร่วมกับคู่ค้าและพันธมิตรธุรกิจเป็นประจำทุกปีต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยมีการหารือเกี่ยวกับผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และแนวทางจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- จัดอบรมให้ความรู้ ในหัวข้อ "The CFO & CFP Advantage: Leveraging Carbon Footprint for Competitive Edge and Sustainable Growth” สนับสนุนให้คู่ค้าขึ้นทะเบียน CFO (Carbon Footprint of Organization) และ CFP (Carbon Footprint of Products) อันจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในระดับโรงงาน ระดับอุตสาหกรรม และระดับโลก และส่งเสริมศักยภาพและความสามารถคู่ค้า เพื่อร่วมสร้างการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน (Sustainable Supply Chain) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการพัฒนาองค์กรให้เกิดความยั่งยืนควบคู่กับการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีคู่ค้าเข้าร่วมจำนวน 105 ราย
- ร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ CPAC ในธุรกิจซิเมนต์ เครือซิเมนต์ไทย หรือ SCG ริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อศึกษาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีคุณภาพสูง และสามารถนำไปใช้ต่อยอดในอุตสาหกรรมการก่อสร้างได้จริง โดยนำวัสดุ CPAC High Strength Concrete หรือคอนกรีตกำลังอัดสูง CPAC สำหรับการก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมของบริษัทฯ จำนวน 18 โครงการ ซึ่งลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ โดยสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 8,035.32 tCO₂e (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 845,812 ต้น

ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
บริษัทฯ ได้จัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ปีละ 1 ครั้ง โดยอ้างอิงวิธีการคำนวณตามแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรที่ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยมีขอบเขตการรายงานครอบคลุมเฉพาะบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ณ อาคารศภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ โครงการแนวราบ และโครงการคอนโดฯ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค รวมทั้งหมด 233 โครงการ
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับการขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรโดยเป็นข้อมูลวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
บริษัทฯ ได้จัดทำรายงานการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกขององค์กรระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล ISO 14064-1-2018 ได้รับการทวนสอบข้อมูลโดย บริษัท บูโร เวอริทัส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ทวนสอบที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
ในปี 2568 บริษัทฯ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งสิ้น 69,751 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากการดำเนินงาน จำแนกเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ขอบเขต 1) จำนวน 1,452 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมา (ขอบเขต 2) จำนวน 10,122 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม (ขอบเขต 1 และ 2) จำนวน 11,574 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลง 4.28% เมื่อเทียบกับปี 2567 เป็นผลมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด การลดการใช้พลังงานในกิจกรรมการดำเนินงาน และเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการดำเนินงานขององค์กรมากขึ้น และบริษัทฯ ยังมีการปรับปรุงกระบวนการจัดการอาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ ส่งผลต่อปริมาณก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม (ขอบเขต 1 และ 2) ที่ปล่อยลดลงในปี 2568
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนวณอัตราการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมต่อรายได้รวม (Combined GHG scope 1&2 Intensity) ของปี 2568 พบว่ามีค่าเท่ากับ 0.4672 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่าต่อล้านบาท
บริษัทฯ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (ขอบเขต 3) จำนวนรวม 58,177 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลง 30.57% เมื่อเทียบกับปี 2567
บริษัทฯ พบว่ากิจกรรมในห่วงโซ่อุปทานที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ มากที่สุดสี่ลำดับแรกได้แก่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (ขอบเขต 3) ปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมา (ขอบเขต 2) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ขอบเขต 1) คิดเป็นสัดส่วน 83.41% 14.51% และ 2.08% ตามลำดับ
| แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก | หน่วย | ปริมาณ |
|---|---|---|
| ประเภทที่ 1 (Scope 1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง สารทำความเย็น ปุ๋ยเคมี สารดับเพลิง | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 1,452 |
| ประเภทที่ 2 (Scope 2) การใช้พลังงานไฟฟ้า | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 10,122 |
| ประเภทที่ 3 (Scope 3) Cat.1 purchased goods and services เช่น วัสดุก่อสร้าง ปุ๋ยเคมี | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 58,177 |
| อื่นๆ (รายงานแยก) | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 72 |
| ผลรวม (ประเภทที่ 1+2) | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 11,574 |
| ผลรวม (ประเภทที่ 1+2+3) | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 69,751 |
| ผลผลิต | ล้านบาท | 24,772 |
| Carbon Intensity (ประเภทที่ 1+2) | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า /ล้านบาท | 0.4672 |
| Carbon Intensity (ประเภทที่ 1+2+3) | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า /ล้านบาท | 2.8157 |
ข้อมูลสถิติปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
| ข้อมูลการดำเนินงาน | หน่วย | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 |
|---|---|---|---|---|
| ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด | ||||
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope1) | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 1,145 | 1,167 | 1,452 |
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope2) | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 9,085 | 10,925 | 10,122 |
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Scope3) | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 133,750 | 83,797 | 58,177 |
| ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope1+2) | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 10,230 | 12,092 | 11,574 |
| ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope1+2+3) | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 143,980 | 95,889 | 69,751 |
| อัตราส่วนปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อรายได้ (Scope1 + 2) | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า /ล้านบาท | 0.3744 | 0.3781 | 0.4672 |
| อัตราส่วนปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อรายได้ (Scope1 +2+3) | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า /ล้านบาท | 5.2695 | 2.9980 | 2.8157 |