การบริหารจัดการมลพิษ
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
กลยุทธ์และการบริหารจัดการ

ด้วยความมุ่งมั่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางและแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมทั้งการจัดการคุณภาพอากาศในโครงการก่อสร้างและการจัดการคุณภาพอากาศภายในสำนักงานใหญ่ โดยมุ่งเน้นการควบคุมมลพิษเชิงรุก การตรวจวัดและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง การสื่อสารกับชุมชน และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเติบโตควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีของสังคมอย่างแท้จริง ดังนั้น เพื่อให้การจัดการคุณภาพอากาศของบริษัทฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ไม่เกิดปัญหาและผลกระทบต่อชุมชนและผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทฯ จึงปฏิบัติตามนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด เน้นการควบคุมและการจัดการที่ครอบคลุมทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้างตามหลัก EIA การส่งเสริมการใช้วัสดุก่อสร้างที่สร้างมลพิษต่ำ การบำบัดอากาศด้วยเทคโนโลยี และการตรวจวัดคุณภาพอากาศ เพื่อประเมินผลและเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส โดยการดำเนินงานดังกล่าวนี้ มีฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ฝ่ายก่อสร้าง (ทั้งโครงการแนวราบและโครงการอาคารสูง) ฝ่ายจัดการอาคารร่วมกับคณะทำงานด้านความยั่งยืน และทีมบริหารความเสี่ยง เพื่อให้สามารถควบคุมดูแลการจัดการมลพิษและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างรอบด้าน
บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนากระบวนการจัดการมลพิษและคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง เน้นการบูรณาการเชิงรุกด้านการตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการจัดการมลพิษและคุณภาพอากาศ เพื่อสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งและยั่งยืนในการปกป้องสิ่งแวดล้อม
ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
ลูกค้า
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับคุณภาพอากาศที่ดีภายในอาคารและพื้นที่อยู่อาศัย มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับความเชื่อมั่นในมาตรฐานของโครงการ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากมาตรการจัดการไม่เพียงพอ อาจเผชิญปัญหาฝุ่นละออง มลพิษภายในอาคาร ส่งผลต่อสุขภาพและความพึงพอใจ
พนักงาน
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีคุณภาพอากาศที่ดี ลดความเสี่ยงต่อโรคจากมลพิษ สร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- อาจได้รับผลกระทบจากการทำงานใกล้แหล่งกำเนิดฝุ่นหากการจัดการไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ก่อสร้างหรือสำนักงานที่ระบบระบายอากาศไม่ดีพอ
คู่ค้า / ร้านค้า
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้มาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มโอกาสในการร่วมงานกับองค์กรที่มีความรับผิดชอบ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- ต้นทุนและภาระในการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมฝุ่นและมลพิษอาจเพิ่มขึ้น หากไม่มีการสนับสนุนด้านเทคนิคจากบริษัท
ผู้ถือหุ้น / นักลงทุน
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับความเชื่อมั่นว่าบริษัทบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม เสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากการจัดการไม่ดี อาจนำไปสู่ข้อร้องเรียน การตรวจสอบของภาครัฐ หรือความเสียหายต่อชื่อเสียง อันกระทบต่อผลตอบแทนการลงทุน
ชุมชน / สังคม
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับอากาศที่สะอาดขึ้น ลดผลกระทบจากฝุ่นและมลพิษทางอากาศที่เกิดจากโครงการก่อสร้างหรือการดำเนินงาน
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากการควบคุมฝุ่นและมลพิษไม่เพียงพอ อาจเกิดข้อร้องเรียน ความไม่พอใจ และความขัดแย้งกับบริษัท
หน่วยงานราชการ
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม บริษัทเป็นตัวอย่างเชิงบวกในภาคธุรกิจ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากไม่ปฏิบัติตาม อาจถูกดำเนินการทางกฎหมาย ปรับเงิน หรือถูกตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้น
ผลการดำเนินงาน

การประเมินความเสี่ยงด้านคุณภาพอากาศ
บริษัทฯ ได้ประเมินความเสี่ยงด้านคุณภาพอากาศอย่างครอบคลุม โดยพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ได้แก่ กลิ่น ฝุ่นละออง สารเคมี สารเจือปนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต การขนส่ง หรือการจัดเก็บวัตถุดิบ เป็นต้น จากการประเมินดังกล่าว
บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายในการลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยมลพิษ โดยมีกําหนดช่วงเวลาเป็นระยะก่อสร้าง หลังก่อสร้งแล้วเสร็จ โดยมีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบ ดังนี้
ปัจจัยความเสี่ยง
1. ฝุ่นละออง/มลพิษจากกระบวนการก่อสร้าง
มาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบ
- ติดตั้งรั้ว Metal Sheet โดยรอบโครงการ และติดตั้งม่านละอองน้ำไว้ที่โครงสร้างของรั้วด้านบนสุดภายใน และดำเนินการพ่นละอองน้ำตลอดเวลาในช่วงที่มีกิจกรรมการทำงาน และดำเนินการต่อเนื่องไปจนกว่าจะดำเนินการด้านภูมิสถาปัตย์แล้วเสร็จ
- มีผ้าใบ Mesh Sheet ชนิดกันไฟลาม คลุมอาคารเท่ากับความสูงอาคาร ณ ขณะก่อสร้าง และตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรง หรือการฉีกขาดของผ้าใบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกัน และลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง และป้องกันเศษวัสดุตกหล่น
- เลือกใช้วัสดุประกอบสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูปเพื่อลดการหล่อคอนกรีตในพื้นที่โครงการให้น้อยลง
- รถบรรทุกวัสดุหรือเศษวัสดุต้องปิดคลุมผ้าใบมิดชิด กำหนดช่วงเวลาขนส่งนอกเวลาเร่งด่วน และล้างล้อรถด้วย Water Jet ก่อนออกจากโครงการ
- ติดตั้งเครื่องวัด PM2.5 พร้อมป้ายแสดงผลดิจิตอลแบบ Real-time ที่หน้าโครงการก่อสร้าง และตรวจวัดค่า TSP, PM10, SO2, CO และ NO2 ตามจุดและระยะเวลาที่กำหนด
2. สารเคมี/ สารระเหย/ กลิ่นสี จากกระบวนการก่อสร้าง
- ถุงซีเมนต์หรือเคมีภัณฑ์ต้องปิดมิดชิด จัดเก็บอย่างถูกวิธี และขนย้ายออกทันทีเมื่อถังเต็ม หรือตามรอบทุกสัปดาห์
3. กลิ่นเหม็นจากการบำบัดน้ำเสีย
- มีมาตรการตรวจสอบและแก้ไขผลกระทบจากกลิ่นเหม็นหรือละอองลอย (Aerosol) จากระบบบำบัดน้ำเสียและห้องพักขยะ พร้อมทั้งมีการบำรุงรักษาบริเวณพื้นที่บำบัดด้วยการปลูกพืชคลุมดิน พรวนดินเพื่อการถ่ายเทอากาศที่ดี และเติมธาตุอาหารในดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดกลิ่นตามธรรมชาติ
4. เสียง และการสั่นสะเทือนจากกระบวนการก่อสร้าง
- จัดห้องเก็บเสียง และฝุ่นในการตัดการเจียรกระเบื้องปูพื้น และวัสดุต่างๆ พร้อมทั้งจัดอุปกรณ์กันเสียง และฝุ่น สำหรับคนงาน
- มีการติดตั้งเครื่องตรวจวัดระดับเสียงแบบเซ็นเซอร์ เพื่อเฝ้าระวัง โดยติดตั้งเซ็นเซอร์อ่านค่าระดับเสียงให้อยู่ใกล้จุดตรวจวัดระดับเสียงภายในพื้นที่โครงการ ตั้งแต่เริ่มกิจกรรมการรื้อถอน โดยแสดงค่าระดับเสียง ผ่านหน้าจอแสดงผล แบบ Real Time ไว้บริเวณด้านหน้าโครงการ
- มีการตรวจสอบความถูกต้องของเซ็นเซอร์ โดยการเทียบเคียงกับผลการติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำของเซ็นเซอร์ในเบื้องต้น และจัดให้มีการทวนสอบผลการสอบเทียบของเซ็นเซอร์ (Validation of Calibration Results) เพื่อความถูกต้องและแม่นยำ
- บริหารจัดการการใช้งานเครื่องจักรกับรถบรรทุก โดยกำหนดระยะเวลาการทำงานในช่วงเวลาที่ไม่พร้อมกัน เพื่อลดปริมาณการใช้เครื่องจักรพร้อมกัน ทำให้สามารถลดแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องจักรที่จะส่งผลกระทบต่อผู้พักอาศัยข้างเคียง
ปัจจัยความเสี่ยง
5. มลพิษทางอากาศจากกิจกรรมในระยะเปิดดำเนินการ
มาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบ
- การปลูกไม้ยืนต้นในระดับชั้นต่าง ๆ บนพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ โดยเลือกใช้พันธุ์ไม้ที่มีประสิทธิภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และช่วยลดการสะท้อนแสง พร้อมทั้งมีการดูแลตัดแต่งกิ่งและบำรุงรักษาต้นไม้อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี
- ออกแบบและดูแลระบบระบายอากาศภายในอาคารให้เพียงพอและเป็นไปตามกฎหมาย โดยกำหนดให้มีการดูแลระบบให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอและเปิดประตูอาคารบางจุดเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
- ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ดับเครื่องยนต์ทันทีเมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้ว ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดเจน เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากเครื่องยนต์

การวิจัยและพัฒนาเพื่อป้องกันผลกระทบจากมลพิษ
บริษัทฯ มุ่งเน้นการคุณภาพการก่อสร้างโดยปฏิบัติตามมาตรฐานวิศวกรรมและความปลอดภัยที่เข้มงวด มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ออกแบบระบบโครงสร้าง ระบบสาธารณูที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อลดการเกิดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเขตเมือง (Urban Heat Island) และลดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญด้านสุขภาวะที่ดี (Well-being) สำหรับผู้อยู่อาศัยโดยการออกแบบให้แสงธรรมชาติเข้าถึง ระบายอากาศได้ดี โดยออกแบบและพัฒนาเลือกใช้วัสดุก่อสร้างโครงการเพื่อปกป้องมลพิษ เช่น ใช้ Air Flow ระบบเติมอากาศภายในบ้านเพื่อให้เพิ่มการถ่ายเทอากาศภายในบ้าน ช่วยลดความเข้มข้นของเชื้อโรค, ฝุ่นละออง, ควัน, และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย

ร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อลดการปล่อยมลพิษทางน้ำ และอากาศ
ความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ และ DOS LIFE ในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนยุคใหม่อย่างยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือ “WHOLE HOUSE WATER FILTER SYSTEM” ซึ่งมีจุดตั้งต้นจากการแสดงความคิดเห็นของพนักงานบริษัทฯ และนำไปต่อยอดร่วมกับทีมวิศวกรของธรรมสรณ์จนกลายเป็นถังเก็บน้ำแบบ ALL IN ONE ที่มีระบบกรองน้ำใช้ในตัว ช่วยประหยัดพื้นที่รอบบ้าน และใช้งานสะดวก สามารถเปลี่ยนไส้กรองได้ง่าย นวัตกรรมนี้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ DOS DUPONT Water Filter ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพน้ำได้ถึง 97.6% โดยลดสิ่งปนเปื้อน ตะกอน และสิ่งสกปรกในถังเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือ ยังมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3.65 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คำนวณจากการเปลี่ยนไส้กรอง 2 รอบต่อปี ในโครงการนำร่อง 17 โครงการในปี 2568 ของบริษัทฯ

การลดผลกระทบจากมลพิษทางดินและน้ำ
บริษัทฯ ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีในกิจกรรมการดูแลพื้นที่สีเขียว ในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการแนวราบ โดยเริ่มที่โครงการในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยนำหลักการจัดการธาตุอาหารแบบผสมผสานมาใช้เพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บแร่ธาตุในดิน โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดินช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุ (Organic Matter) และช่วยปรับปรุงสภาพดินให้อุดมสมบูรณ์ ช่วยลดมลพิษทางน้ำและดิน
- ลดมลพิษทางน้ำ ลดการชะล้างของไนโตรเจนและฟอสฟอรัสลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำเน่าเสียและการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางน้ำ
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโดยเฉพาะก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N₂O) จากกระบวนการผลิตและการใช้ในดิน

สถิติปริมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศ
| การปล่อยมลพิษทางอากาศ* | หน่วย | ค่ามาตรฐาน | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 |
|---|---|---|---|---|---|
| ค่าฝุ่นรวม | µg/m³ (มาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง) | 330 | N/A | N/A | 141.8 |
| ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SOx) | ppm (มาตรฐานเฉลี่ย 1 ชั่วโมง) | 0.12 | N/A | N/A | 0.0041 |
| ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NOx) | ppm (มาตรฐานเฉลี่ย 1 ชั่วโมง) | 0.17 | N/A | N/A | 0.0915 |
| คาร์บอนมอนออกไซด์ (CO) | ppm (มาตรฐานเฉลี่ย 1 ชั่วโมง) | 29.85 | N/A | N/A | 0.72 |
| PM 10 | µg/m³ (มาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง) | 0.12 | N/A | N/A | 0.04653 |
| PM 2.5 | µg/m³ (มาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง) | 37.5 | N/A | N/A | 27.20 |
* ข้อมูลโครงการ ศุภาลัย ธาม เจริญนคร ระยะก่อสร้าง