การบริหารจัดการมลพิษ
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย ปี 2573
- PM2.5 ไม่เกิน 0.05 mg/m3
- PM10 ไม่เกิน mg/m3
- PM100 ไม่เกิน mg/m3
ในทุกโครงการ
ผลการดำเนินงาน

ความมุ่งมั่น ความท้าทาย และโอกาส
บริษัทฯ ตระหนักดีว่าคุณภาพอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดีของผู้พักอาศัย ชุมชนโดยรอบโครงการ และสิ่งแวดล้อมในภาพรวม ความสำเร็จของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนในระยะยาวจึงไม่สามารถแยกออกจากการจัดการคุณภาพอากาศได้อย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นยกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันมลพิษทางอากาศจากทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน ตั้งแต่การก่อสร้างอาคาร การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการบริหารจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคารพักอาศัย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
บริษัทฯ ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การจัดการคุณภาพอากาศเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ผ่านการบูรณาการมาตรการตรวจวัด ควบคุม และรายงานผลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากรให้สามารถกำกับดูแลและพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าการจัดการคุณภาพอากาศที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่รับผิดชอบต่อสังคม
แม้บริษัทฯ จะมีมาตรการควบคุมคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน อาทิ การก่อสร้างโครงการในเขตเมืองที่มีความหนาแน่นสูง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศที่กระทบต่อชุมชนโดยรอบ การควบคุมฝุ่น PM2.5/PM10 ในช่วงงานเสาเข็มเจาะและฐานรากที่ต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ ตลอดจนการติดตามตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อีกทั้งกฎหมายและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องยังเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่บริษัทฯ ต้องเตรียมความพร้อมในการปรับตัว
นอกจากนี้ ความคาดหวังของสังคมที่เพิ่มสูงขึ้นต่อองค์กรธุรกิจในด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ SUPALAI ต้องยกระดับมาตรการเชิงรุกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการคุณภาพอากาศไม่เพียงเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย แต่ยังต้องตอบสนองต่อมาตรฐานสากลและความคาดหวังของผู้บริโภค นักลงทุน และชุมชนโดยรอบ การสร้างสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนธุรกิจและการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจึงเป็นความท้าทายสำคัญที่บริษัทฯ ต้องเผชิญในทุกมิติ
ในอีกมุมหนึ่ง ความท้าทายเหล่านี้ยังสะท้อนถึงโอกาสในการสร้างความแตกต่างเชิงกลยุทธ์ให้กับองค์กร การลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อควบคุมฝุ่นและมลพิษทางอากาศ เช่น ระบบพ่นละอองน้ำอัตโนมัติ เครื่องกรองอากาศภายในอาคาร และการตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้พักอาศัยและชุมชน ขณะเดียวกันยังสามารถต่อยอดเป็นจุดขายด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์สีเขียว (Green Building) และการรับรองมาตรฐานอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต
นอกจากนี้ การยกระดับคุณภาพอากาศยังเชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะ SDG 3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี, SDG 11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน และ SDG 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดำเนินงานด้านนี้จึงสามารถยกระดับภาพลักษณ์ของ SUPALAI ให้เป็นองค์กรที่ไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อกฎระเบียบ แต่ยังเป็นผู้นำในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ท้ายที่สุด การผลักดันการบริหารจัดการคุณภาพอากาศอย่างจริงจัง ไม่เพียงเป็นการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการลงทุนในความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว ผ่านการสร้างความไว้วางใจจากลูกค้า ผู้ลงทุน และสังคมโดยรวม อันจะนำไปสู่การเติบโตขององค์กรที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง
การบริหารจัดการและกลยุทธ์

ด้วยความมุ่งมั่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางและแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมทั้งการจัดการคุณภาพอากาศในโครงการก่อสร้างและการจัดการคุณภาพอากาศภายในสำนักงานใหญ่ โดยมุ่งเน้นการควบคุมมลพิษเชิงรุก การตรวจวัดและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง การสื่อสารกับชุมชน และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเติบโตควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีของสังคมอย่างแท้จริง ดังนั้น เพื่อให้การจัดการคุณภาพอากาศของบริษัทฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ไม่เกิดปัญหาและผลกระทบต่อชุมชนและผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทฯ จึงได้กำหนดแนวทางการจัดการและแนวปฏิบัติในการจัดการคุณภาพอากาศ ดังนี้
1. การจัดการคุณภาพอากาศสำหรับโครงการก่อสร้าง

การควบคุมฝุ่นละออง (PM10/PM2.5) อย่างเคร่งครัด
- ติดตั้งและใช้งานเครื่องพ่นละอองน้ำหรือระบบดักจับฝุ่นในพื้นที่ก่อสร้าง โดยเฉพาะในช่วงงานเสาเข็มเจาะ งานโครงสร้าง และงานฐานราก
- ปิดคลุมวัสดุก่อสร้างที่ก่อให้เกิดฝุ่น เช่น ดิน ทราย ปูนซีเมนต์ รวมถึงการจัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อลดการฟุ้งกระจาย
-
แนวปฏิบัติในช่วงที่มีปริมาณความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในอากาศเกินค่ามาตรฐานฯ
- โครงการจะให้ความร่วมมือกับทางราชการในการปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันและแก้ไขด้านคุณภาพอากาศ ในช่วงที่มีปริมาณความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในอากาศเกินค่ามาตรฐานฯ เช่น ในกรณีที่มีการขอความร่วมมือให้มีการหยุดดำเนินกิจกรรมการก่อสร้าง
- ในช่วงที่มีปริมาณความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในอากาศเกินค่ามาตรฐานฯ โครงการจะหยุดดำเนินกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)
- จัดวางตำแหน่งเครื่องจักรและกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดฝุ่นให้อยู่ห่างจากผู้รับฝุ่นมากที่สุด
- จัดให้มี Mesh Sheet ชนิดกันไฟลาม คลุมโดยรอบตลอดความสูงของอาคาร
- ไม่กองวัสดุก่อสร้างกองให้เกิดฝุ่นในบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง
- กำหนดให้รถบรรทุกดินในขนดินเข้า - ออก พื้นที่ก่อสร้างต้องคลุมด้วยผ้าใบให้มิดชิด
- ไม่เดินเครื่องจักรขณะไม่ได้ใช้งาน และใช้เครื่องจักรที่ใช้ไฟฟ้าเพื่อลดเสียงจากเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง
- วางแผนใช้เส้นทางและเวลาการขนส่งวัสดุ เพื่อลดปัญหาฝุ่นและจราจร โดยใช้เส้นทางพาหนะในถนนเส้น ทั้งประเภทและเวลาตามข้อกำหนดของพนักงานจราจรในพื้นที่ และลดการใช้รถขนส่งพนักงานเข้าพื้นที่โดยการใช้การจัดให้มีรถรับส่งพนักงาน
- ใช้อุปกรณ์ในการก่อสร้างที่ก่อให้เกิดฝุ่นน้อย เช่น ใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบถังสำเร็จรูป เพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น
- จัดหาแหล่งน้ำที่จะใช้สเปรย์ เพื่อคลายฝุ่นให้เพียงพอ
- ใช้ระบบการขนส่งที่จะก่อให้เกิดฝุ่นเป็นระบบปิด เช่น รถบรรทุกส่งวัสดุก่อสร้างจัดเตรียมผ้าใบคลุมคลุมกระบะของรถบรรทุกทุกคันที่เข้า-ออกโครงการ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย
- จัดให้มีคนงานและระบบการฉีดพรมละอองให้พร้อมใช้งาน ในกรณีที่มีการดำเนินการก่อให้เกิดฝุ่น ต้องกำหนดและดำเนินการฉีดพรมละอองเสีย
- ห้ามเผาเศษขยะและวัสดุก่อสร้างภายในพื้นที่ก่อสร้าง
- เปิดพื้นที่ขุดดินบริเวณเล็กเท่าที่จำเป็น ส่วนอื่นที่เปิดแล้ว ต้องจัดให้มีการฉีดพรมน้ำเพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง
- หลีกเลี่ยงการขุดหรือเจาะผิวคอนกรีต ถ้าจำเป็นต้องทำจะต้องมีการฉีดพรมน้ำก่อนจะมีการเจาะหรือขุดผิวคอนกรีต
- การเก็บกองทรายในพื้นที่ก่อสร้างต้องเก็บในบัน (Bund) และฉีดพรมให้เปียกชื้นเสมอ
- การนำปูนซีเมนต์ผลเข้ามาในพื้นที่ก่อสร้างต้องนำเข้ามาโดยบรรจุในภาชนะที่มิดชิด
- ติดตั้งระบบดันน้ำแบบสเปรย์ละอองชั้นทุก ๆ 5 ชั้นบนอาคาร และบริเวณแนวรั้วรอบโครงการ
- ขนส่งวัสดุก่อสร้างในช่วงเวลา 10.00 - 15.00 น. (นอกจากช่วงเวลาเร่งด่วน) ด้วยรถบรรทุกขนาด 10 ล้อ และ 6 ล้อ ซึ่งสองล้อต้องมีประกาศเจ้าพนักงานจราจร
- ล้างล้อรถบรรทุก ทุกครั้งที่จะนำรถออกนอกพื้นที่ก่อสร้าง
- ปรับปรุงถนนในพื้นที่ก่อสร้างให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีอยู่เสมอ
- ใช้น้ำฉีดพ่นถนนถ้ามีการขนส่งในหน้าแล้ง หรือกรณีที่ถนนแห้ง
- ติดป้ายจำกัดความเร็ว 25 กม./ชม. ภายในพื้นที่ก่อสร้าง และกำชับให้รถทุกคันในโครงการใช้ความระมัดระวังในการเดินรถภายในโครงการ เพื่อลดผลกระทบต่อผู้พักอาศัยรอบโครงการ

การตรวจวัดคุณภาพอากาศและเสียง
- ดำเนินการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองและเสียงรบกวนอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หรือบ่อยครั้งขึ้นเมื่อมีการดำเนินงานที่มีความเสี่ยงสูง
- ติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบพกพา หรือเครื่องตรวจวัดแบบเรียลไทม์ในพื้นที่โครงการ เพื่อให้สามารถติดตามผลได้ต่อเนื่องและโปร่งใส

การจัดการด้านการขนส่งและการเคลื่อนย้ายวัสดุ
- กำหนดเส้นทางการขนส่งที่ชัดเจน พร้อมจัดทำระบบล้างล้อรถบรรทุกเพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นบนถนนสาธารณะ
- กำหนดชั่วโมงการขนส่งวัสดุให้สอดคล้องกับข้อกำหนดท้องถิ่น และลดผลกระทบต่อชุมชนรอบข้าง

การสื่อสารและมีส่วนร่วมกับชุมชน
- จัดทำช่องทางสื่อสารและรับเรื่องร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมจากชุมชน เช่น สายด่วนหรือแพลตฟอร์มออนไลน์
- รายงานผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศและเสียงให้แก่ชุมชนโดยรอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความขัดแย้ง

การสื่อสารและมีส่วนร่วมกับชุมชน
- จัดอบรมพนักงานและผู้รับเหมาเกี่ยวกับมาตรการควบคุมฝุ่น เสียง และการจัดการสิ่งแวดล้อมในโครงการก่อสร้าง
- กำหนดแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจน และตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง
2. การจัดการคุณภาพอากาศในสำนักงานใหญ่

การควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality: IAQ)
- ตรวจวัดค่าฝุ่นละออง PM2.5, PM10, และสารระเหย (VOCs) ในพื้นที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ
- ใช้เครื่องฟอกอากาศหรือระบบกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพ HEPA และมีการบำรุงรักษาตามรอบเวลา

การออกแบบและปรับปรุงระบบระบายอากาศ
- ปรับปรุงระบบระบายอากาศให้อยู่ในมาตรฐานสากล เช่น ASHRAE หรือ WELL Building Standard
- จัดให้มีการหมุนเวียนอากาศจากธรรมชาติในพื้นที่ทำงาน เพื่อลดการพึ่งพาระบบปรับอากาศเพียงอย่างเดียว

การใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- เลือกใช้วัสดุตกแต่ง สี และสารเคมีที่มีค่าการปล่อย VOCs ต่ำ
- สนับสนุนการใช้เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สำนักงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

การจัดการพลังงานและการเดินทางของบุคลากร
- ติดตั้ง EV Charger และสนับสนุนการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าของพนักงานและผู้มาติดต่อ
- ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้จักรยาน หรือระบบ Carpool ของพนักงาน

การสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
- จัดทำกิจกรรมรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมภายในสำนักงาน เช่น “Green Office Campaign” หรือ “Clean Air Day”
- ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในการเสนอแนวคิดปรับปรุงคุณภาพอากาศในพื้นที่ทำงาน
ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
ลูกค้า
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับคุณภาพอากาศที่ดีภายในอาคารและพื้นที่อยู่อาศัย มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับความเชื่อมั่นในมาตรฐานของโครงการ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากมาตรการจัดการไม่เพียงพอ อาจเผชิญปัญหาฝุ่นละออง มลพิษภายในอาคาร ส่งผลต่อสุขภาพและความพึงพอใจ
พนักงาน
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีคุณภาพอากาศที่ดี ลดความเสี่ยงต่อโรคจากมลพิษ สร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- อาจได้รับผลกระทบจากการทำงานใกล้แหล่งกำเนิดฝุ่นหากการจัดการไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ก่อสร้างหรือสำนักงานที่ระบบระบายอากาศไม่ดีพอ
คู่ค้า / ร้านค้า
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้มาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มโอกาสในการร่วมงานกับองค์กรที่มีความรับผิดชอบ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- ต้นทุนและภาระในการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมฝุ่นและมลพิษอาจเพิ่มขึ้น หากไม่มีการสนับสนุนด้านเทคนิคจากบริษัท
ผู้ถือหุ้น / นักลงทุน
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับความเชื่อมั่นว่าบริษัทบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม เสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากการจัดการไม่ดี อาจนำไปสู่ข้อร้องเรียน การตรวจสอบของภาครัฐ หรือความเสียหายต่อชื่อเสียง อันกระทบต่อผลตอบแทนการลงทุน
ชุมชน / สังคม
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับอากาศที่สะอาดขึ้น ลดผลกระทบจากฝุ่นและมลพิษทางอากาศที่เกิดจากโครงการก่อสร้างหรือการดำเนินงาน
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากการควบคุมฝุ่นและมลพิษไม่เพียงพอ อาจเกิดข้อร้องเรียน ความไม่พอใจ และความขัดแย้งกับบริษัท
หน่วยงานราชการ
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม บริษัทเป็นตัวอย่างเชิงบวกในภาคธุรกิจ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- หากไม่ปฏิบัติตาม อาจถูกดำเนินการทางกฎหมาย ปรับเงิน หรือถูกตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้น