การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
ระบบนิเวศบนบก
ระบบนิเวศบนบก

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

โครงการแนวราบมีพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่ขาย
เป้าหมาย ปี 2573
โครงการแนวราบมีพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่ขาย
%
ผลการดำเนินงาน ปี 2568
%
ทุกโครงการแนวราบมีพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่ขาย ≥ 5%

ภายในปี 2573 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายให้ทุกโครงการที่มีความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสูง มีการจัดทำแผนการลดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อจัดการรับมือ ป้องกัน และลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยใช้ตัวชี้วัดด้านพื้นที่ถิ่นอาศัย (Habitat Area), คุณภาพถิ่นอาศัย (Habitat Condition) และความอุดมสมบูรณ์ของชนิดพันธุ์ (Species Richness Index) เป็นตัวชี้วัดหลัก

ความมุ่งมั่น ความท้าทาย และโอกาส

บริษัทฯ ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยความตระหนักว่าการรักษาสมดุลของธรรมชาติเป็นรากฐานสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยและชุมชนโดยรอบ บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินงานภายใต้แนวคิด “การพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่กับการคงไว้ซึ่งคุณค่าของธรรมชาติ” โดยผสานการอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสม และการฟื้นฟูระบบนิเวศให้มีความสมบูรณ์

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกและจัดหาที่ดิน การวางผังและออกแบบโครงการที่หลีกเลี่ยงผลกระทบต่อแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต การสร้างพื้นที่สีเขียวเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ไปจนถึงการบำรุงรักษาและติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการสามารถดำรงอยู่และพัฒนาได้ในระยะยาว อันเป็นการสร้างคุณค่าแก่ทั้งผู้อยู่อาศัย ชุมชน และสิ่งแวดล้อมโดยรวม

กลยุทธ์และการบริหารจัดการ

นโยบายและความมุ่งมั่น

บริษัทฯ กำหนด “นโยบายการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ” และให้มีการกำกับดูแลในระดับคณะกรรมการเพื่อจัดการความเสี่ยงด้านความยั่งยืนที่สำคัญ รวมถึงประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน IFRS S1 โดยมอบหมายให้ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ทำหน้าที่กำกับดูแล (governance oversight) ต่อ:

  1. ประเด็นสาระสำคัญ/ความเสี่ยงและโอกาสด้านธรรมชาติ (Nature-related Risks & Opportunities)
  2. การบูรณาการเข้าสู่กลยุทธ์และการตัดสินใจลงทุน/ออกแบบโครงการ
  3. กระบวนการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน รวมถึงความพร้อมของข้อมูลสำหรับการเปิดเผย (Internal Control & Disclosure Readiness)
  4. ตัวชี้วัด–เป้าหมาย–การติดตามผล

โดยคณะกรรมการ จะดำเนินการทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อเกิดเหตุ/การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ และรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทเป็นประจำ ทั้งนี้ ผู้บริหารรับผิดชอบในการขับเคลื่อนแผนการดำเนินงาน (Implementation) การจัดสรรทรัพยากร และการยกระดับขีดความสามารถของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการได้ตามนโยบายดังกล่าว

บริษัทฯ ได้บูรณาการประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพไว้ใน Enterprise Risk Management (ERM) และกระบวนการตัดสินใจลงทุน เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงทางธรรมชาติ (Nature-related Risks) ทั้งด้านกายภาพ (Physical Risk) และการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) ได้รับการประเมินและบริหารจัดการในระดับกลยุทธ์ พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ภายในองค์กร เพื่อร่วมกำหนดเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับโครงการใหม่และโครงการที่สำคัญ

บริษัทฯ ได้กำหนดพันธสัญญาเชิงกลยุทธ์เป้าหมายมุ่งสู่การสร้างผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพสุทธิเป็นบวก หรือดำเนินการชดเชยในส่วนของผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสูง โดยใช้หลัก Mitigation Hierarchy (Avoid–Minimize–Restore–Offset) เป็นกรอบการดำเนินงานหลัก และกำหนดให้มีการจัดทำรายงานข้อมูลถิ่นที่อยู่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Habitats) ทั้งภายในและพื้นที่ใกล้เคียงโครงการ และจัดทำแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) ซึ่งมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานความยั่งยืน โดยกำหนด baseline biodiversity condition ก่อนการพัฒนาโครงการ และติดตามการเปลี่ยนแปลงของ Habitat Area, Habitat Condition และ Species Richness Index เพื่อประเมินผลลัพธ์เชิงปริมาณ พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าเป็นรายปี

นอกจากนี้ยังประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรไม่แสวงหากำไรอื่นๆ เพื่อร่วมลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในทุกพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน

เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนอย่างแท้จริง บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานความรู้ การพัฒนาบุคลากรและคู่ค้าด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง และยังกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่มุ่งเน้นความโปร่งใสโดยการจัดทำรายงานการเปิดเผยข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) และเปิดเผยข้อมูลรายงานด้านความยั่งยืนตามเกณฑ์มาตรฐานสากล GRI Standards ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ GRI 101: Biodiversity 2024 บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพด้วยความถูกต้องและโปร่งใส จะเป็นรากฐานสำคัญในการส่งต่อมรดกทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ไปสู่คนรุ่นหลัง ควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจอย่างมั่นคง

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่: นโยบายการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ


การบริหารจัดการและกลยุทธ์

การบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวและระบบนิเวศผ่านเทคนิคการจัดการต้นไม้ใหญ่

บริษัทฯ ตระหนักว่าต้นไม้ใหญ่เป็นสินทรัพย์ทางธรรมชาติที่มีมูลค่ามหาศาลทั้งในเชิงนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจ ต้นไม้เหล่านี้ไม่ใช่เพียงพืชยืนต้นที่มีอายุยาวนาน แต่เป็นเสาหลักของระบบนิเวศ และเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับภูมิทัศน์ให้มีความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นการรักษาต้นไม้ใหญ่หรือการย้ายปลูกอย่างถูกวิธี จึงสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งเป็นที่อยู่อาศัย ที่พักพิง และขยายพันธุ์ของสัตว์นานาชนิด ซึ่งช่วยรักษาสมดุลของห่วงโซ่อาหารในเขตเมือง รวมถึงระบบรากและเรือนยอดยังช่วยชะลอการไหลหลากของน้ำฝน ป้องกันปัญหาอุทกภัยและการชะล้างพังทลายของหน้าดิน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอสังหาริมทรัพย์และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว เพื่อรักษาต้นไม้ในพื้นที่ที่มีการพัฒนาโครงการ บริษัทฯ จึงได้ใช้หลักการเลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย ร่วมกับเทคนิคการขุดล้อมย้ายปลูกมาใช้ เพื่อรักษาทรัพยากรเดิมให้คงอยู่


การอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่่โครงการพัฒนาทั้งในปัจจุบันและอนาคต เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดหาที่ดิน การก่อสร้าง และหลังก่อสร้างเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลกระทบเชิงลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยอ้างอิงตามแนวคิดขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN) ว่าด้วยการชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Offset) ที่มีลำดับขั้นของการลดผลกระทบต่อ ความหลากหลายทางชีวภาพ (Mitigation Hierarchy) ประกอบด้วย 4 ระดับ ได้แก่ การหลีกเลี่ยง การลดผลกระทบ การฟื้นฟู และการชดเชย ดังนี้

กระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัทฯ ตระหนักว่าธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย และความสามารถในการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว บริษัทฯ จึงบูรณาการการประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติไว้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร โดยอ้างอิงกรอบมาตรฐานสากลของ TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) เพื่อให้การพัฒนาโครงการดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับบริบททางธรรมชาติและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

บริษัทฯ ดำเนินการประเมินผ่านแนวทาง LEAP Approach (Locate, Evaluate, Assess, Prepare) ซึ่งเริ่มจากการพิจารณาตำแหน่งที่ตั้งโครงการและความเชื่อมโยงกับระบบนิเวศโดยรอบ (Locate) การวิเคราะห์ความพึ่งพิงและผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (Evaluate และ Assess) และการนำผลการประเมินมาใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่กับการวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจและคุณค่าระยะยาว (Prepare)

การประเมินดังกล่าวครอบคลุมหลัก Double Materiality โดยพิจารณาทั้ง (1) ผลกระทบที่กิจกรรมของบริษัทฯ มีต่อธรรมชาติ (Impact Materiality) และ (2) ความเสี่ยงหรือโอกาสที่ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติอาจส่งผลต่อผลการดำเนินงาน กระแสเงินสด มูลค่าทรัพย์สิน (Asset Value at Risk) และต้นทุนเงินทุนของบริษัท (Financial Materiality) การวิเคราะห์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและใช้ scenario analysis ที่สอดคล้องกับกรอบ TNFD และ IFRS S1 เพื่อประเมิน resilience ของโมเดลธุรกิจภายใต้ nature-related transition risks

ผลการประเมินถูกนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ความทนทานของโมเดลธุรกิจ (Business Model Resilience) ภายใต้สถานการณ์สมมติ (Scenario Analysis) ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศและความเสี่ยงด้านน้ำ

นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวช่วยให้บริษัทฯ สามารถลดความเสี่ยงจากการดำเนินงานและการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งต่อยอดไปสู่การออกแบบและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยซึ่งส่งเสริมพื้นที่สีเขียว การฟื้นฟูระบบนิเวศในเขตเมือง และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ อันนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ เสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการรักษาคุณค่าของธรรมชาติอย่างยั่งยืน

1

การประเมินความเชื่อมโยงเชิงพื้นที่และคุณค่าทางธรรมชาติ

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกและพัฒนาโครงการบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติ โดยดำเนินการรวบรวมและประเมินข้อมูลเชิงพื้นที่ (spatial assessment) ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อทำความเข้าใจบริบทด้านสิ่งแวดล้อมและคุณค่าทางธรรมชาติของพื้นที่ก่อนการพัฒนาโครงการ ควบคู่ไปกับการระบุโอกาสในการออกแบบและพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับบริบทด้านธรรมชาติของพื้นที่

กระบวนการดังกล่าวครอบคลุมการพิจารณาข้อมูลอ้างอิงทั้งในระดับประเทศและระดับสากล อาทิ การตรวจสอบการปรากฏของสัตว์สงวนและสัตว์คุ้มครองตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รวมถึงชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ที่อยู่ในกลุ่มหายากหรือใกล้สูญพันธุ์จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ตาม Thailand Red List และ IUCN Red List ซึ่งช่วยสนับสนุนการวางแผนพัฒนาโครงการให้หลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านกฎหมายและเพิ่มความชัดเจนในการตัดสินใจเชิงธุรกิจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังประเมินบริบทด้านทรัพยากรน้ำ โดยใช้แผนที่ความเสี่ยงด้านน้ำขององค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาโครงการจะไม่เพิ่มความตึงเครียดต่อทรัพยากรน้ำในพื้นที่ และสามารถวางแผนการใช้น้ำได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว

ในด้านโครงสร้างของระบบนิเวศ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์พื้นที่โดยรอบโครงการ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์หรือพื้นที่เปราะบาง รวมถึงการคำนึงถึงเส้นทางการอพยพ แหล่งอาหาร และความต่อเนื่องของถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติควบคู่ไปกับการพัฒนา

บริษัทฯ ดำเนินโครงการโดยเคารพสิทธิของชุมชนท้องถิ่นและสิทธิในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่มีการจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรโดยปราศจากการมีส่วนร่วมและความยินยอมอย่างเหมาะสม (Free, Prior and Informed Participation) นอกจากนี้ บริษัทฯ มีช่องทางรับข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชน และติดตามการแก้ไขอย่างเป็นระบบผ่านช่องทาง Supalai Contact Center 1720

2

การระบุความพึ่งพิงและผลกระทบต่อธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัทฯ ตระหนักว่าการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติในหลายมิติ ทั้งในฐานะผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและในฐานะผู้ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ บริษัทฯ จึงดำเนินการวิเคราะห์ความพึ่งพิง (dependencies) และผลกระทบ (impacts) ที่เกิดจากกิจกรรมการพัฒนาโครงการต่อธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อระบุความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจอย่างรอบด้าน

การประเมินครอบคลุมทั้งมิติของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ ดิน และบริการของระบบนิเวศ ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับพื้นที่ การก่อสร้าง และการใช้งานโครงการ อาทิ การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบนิเวศ และผลกระทบต่อความสามารถในการรองรับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม พายุ หรือดินถล่ม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมมลพิษ การปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด รวมถึงผลกระทบด้านชื่อเสียงองค์กรที่อาจเกิดขึ้นจากประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งประเด็นความเสี่ยงดังกล่าวจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (ERM) เพื่อการติดตาม ประเมิน โดยผลการประเมินถูกนำไปใช้ในการกำหนดมาตรการป้องกันและบรรเทาความเสี่ยง ตลอดจนการติดตามและทบทวนความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการดำเนินโครงการคำนึงถึงประเด็นด้านธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเหมาะสม

ขอบเขตการบริหารจัดการและการเปิดเผย ครอบคลุมการพัฒนาโครงการตั้งแต่ การคัดเลือก/จัดหาที่ดิน การออกแบบ การก่อสร้าง และการบริหารหลังส่งมอบ รวมถึงประเด็นที่มีนัยสำคัญใน ห่วงโซ่คุณค่า เช่น ผู้รับเหมา ผู้จัดหาวัสดุ และการจัดการพื้นที่สีเขียว/แหล่งน้ำในโครงการ โดยบริษัทฯ ใช้หลักฐานเชิงข้อมูล (evidence-based) และสมมติฐานสำคัญ (material assumptions) ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อสนับสนุนความถูกต้องและความสามารถในการตรวจสอบของการเปิดเผย

3

การวิเคราะห์ระดับความเสี่ยงและการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัทฯ นำข้อมูลจากการประเมินเชิงพื้นที่และการระบุผลกระทบมาวิเคราะห์ระดับความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ เช่น ที่ตั้งโครงการ ระยะห่างจากพื้นที่ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติสูง และความสำคัญของชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ที่อาจได้รับผลกระทบ

สำหรับโครงการที่มีระดับความเสี่ยงสูง บริษัทฯ กำหนดให้จัดทำแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) เพื่อกำหนดมาตรการป้องกัน บรรเทา และติดตามผลกระทบอย่างเหมาะสมตลอดวงจรการพัฒนาโครงการ ซึ่งยังเปิดโอกาสให้บริษัทฯ พัฒนาแนวทางการออกแบบและบริหารจัดการที่สร้างคุณค่าเพิ่มให้กับพื้นที่และชุมชนโดยรอบ

ทั้งนี้ แผนการดำเนินงานจะยึดตามหลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับชั้น (Mitigation Hierarchy) โดยให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงผลกระทบเป็นลำดับแรก รองลงมาคือการลดผลกระทบ การฟื้นฟู และการชดเชยตามลำดับ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของบริษัทฯ จะไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญ และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน

4

การดำเนินงานเพื่อป้องกันและลดผลกระทบตามหลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับชั้น (Mitigation Hierarchy)

บริษัทฯ ดำเนินการบริหารจัดการในพื้นที่ที่มีผลกระทบและความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสูง ตามหลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับชั้น (Mitigation Hierarchy) เพื่อให้การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน้อยที่สุด และสนับสนุนการฟื้นฟูธรรมชาติในระยะยาว

การหลีกเลี่ยง (Avoid)

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการวางแผนตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการ โดยคัดเลือกที่ตั้งและออกแบบผังโครงการให้สอดคล้องกับบริบททางธรรมชาติของพื้นที่ การรักษาพรรณไม้เดิมและลักษณะภูมิประเทศให้มากที่สุด และหลีกเลี่ยงการตัดต้นไม้ใหญ่และไม้ล้ำค่า รวมถึงให้ความสำคัญกับเลือกใช้นวัตกรรมการก่อสร้าง เช่น คอนกรีตคาร์บอนต่ำ ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป (Precast) โครงการอาคารสูงใช้เทคนิคเจาะเสาเข็ม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดฝุ่น เสียงรบกวน และการปนเปื้อนของสิ่งแวดล้อม

การลด (Minimize)

บริษัทฯ กำหนดมาตรการควบคุมกิจกรรมก่อสร้างและการบริหารจัดการโครงการอย่างเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ อาทิ การควบคุมฝุ่น เสียง ของเสียจากหน้างาน การจัดการดิน วัสดุ และน้ำทิ้งอย่างเป็นระบบ รวมถึงการเลือกใช้อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงาน เพื่อช่วยลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อระบบนิเวศในพื้นที่ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังส่งเสริมความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) โดยให้ความสำคัญกับวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ

การซ่อมแซมและฟื้นฟู (Restore and Rehabilitate)

บริษัทฯ ออกแบบพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศ โดยมุ่งฟื้นคืนหน้าที่ของระบบนิเวศให้สามารถสนับสนุนการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตและการอยู่อาศัยของมนุษย์ควบคู่กันได้อย่างสมดุล แนวทางการดำเนินงานครอบคลุมการออกแบบพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศที่เชื่อมโยงกับบริบทโดยรอบ การเลือกใช้พืชพรรณท้องถิ่นและชนิดพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวของธรรมชาติในระยะยาว

การชดเชย (Offset)

บริษัทฯ มุ่งยกระดับการดำเนินงานจากการลดผลกระทบเชิงลบ ไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (Transform) เพื่อขยายผลเชิงบวกต่อธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว โดยบูรณาการแนวคิดดังกล่าวควบคู่กับการออกแบบ พัฒนา และบริหารโครงการในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน

แนวทางการดำเนินงานครอบคลุมการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิ ชุมชนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาและขยายพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศ การฟื้นฟูถิ่นอาศัย และการเชื่อมโยงระบบนิเวศในระดับพื้นที่เมือง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการทรัพยากรและของเสีย การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า และการสื่อสารสร้างความตระหนักรู้แก่พนักงาน คู่ค้า/ผู้รับเหมา และผู้อยู่อาศัย เพื่อให้การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมีบทบาทในการสร้างผลกระทบเชิงบวกสุทธิ (Positive Contribution to Nature) และสนับสนุนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนในระยะยาว

5

การติดตาม วัดผล และตรวจสอบการดำเนินงานเป็นประจำ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพและเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

บริษัทฯ ดำเนินการติดตาม วัดผล และทบทวนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและแนวทางการจัดการที่กำหนดไว้ในขั้นตอนการประเมินโครงการสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร

การติดตามครอบคลุม 100% ของโครงการที่อยู่ภายใต้ขอบเขตการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ โดยมีการตรวจสอบความสอดคล้องของการพัฒนาโครงการกับเงื่อนไข มาตรการ และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน พื้นที่สีเขียว การจัดการทรัพยากรน้ำ และการบรรเทาผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในขั้นตอนการพัฒนาโครงการ

บริษัทฯ นำผลการติดตามและการประเมินดังกล่าวมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการทบทวนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโครงการ เพื่อยืนยันความสอดคล้องกับมาตรการและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการปรับปรุงแนวทางการออกแบบและพัฒนาโครงการในอนาคตให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการป้องกันและลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ผลการตรวจสอบและบทเรียนที่ได้รับจากการดำเนินงานจะถูกนำมาทบทวนเพื่อปรับปรุงแนวทางการออกแบบและการพัฒนาโครงการในอนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับการปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ลดความเสี่ยงจากผลกระทบต่อธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

ชุมชน / สังคม
ชุมชน / สังคม
ผลกระทบเชิงบวกหรือผลกระทบเชิงความคาดหวัง
  • ได้รับการรักษาทัศนียภาพและร่มเงาจากต้นไม้เดิม, รักษาทางน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ด้านเกษตร, เสริมความภาคภูมิใจในพื้นที่
หน่วยงานราชการ
หน่วยงานราชการ
ผลกระทบเชิงบวกหรือผลกระทบเชิงความคาดหวัง
  • โครงการที่พัฒนา มีความสอดคล้องกับข้อกำหนดและช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่น
พนักงานและผู้รับเหมา / ผู้ส่งมอบ
พนักงานและผู้รับเหมา / ผู้ส่งมอบ
ผลกระทบเชิงบวกหรือผลกระทบเชิงความคาดหวัง
  • ได้ความรู้และทักษะการทำงานเชิงอนุรักษ์, เพิ่มความปลอดภัยจากการทำงานใกล้ต้นไม้ใหญ่
ลูกค้า
ลูกค้า
ผลกระทบเชิงบวกหรือผลกระทบเชิงความคาดหวัง
  • ได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีจากพื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ธรรมชาติ, มูลค่าโครงการเพิ่มขึ้น

ผลการดำเนินงาน

บริษัทฯ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันและลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่ตรงจุดตั้งแต่ต้นทาง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการพิจารณาอนุมัติโครงการเพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ในปี 2568 บริษัทฯ มีโครงการที่ผ่านการรับรองด้านสิ่งแวดล้อมจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยมีโครงการที่ได้รับความเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จำนวนทั้งสิ้น 6 โครงการ

การประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัทฯ ได้มีสำรวจและประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพพื้นที่โครงการใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต (Due diligence) ในพื้นที่สวนป่าลำสามแก้ว จ.ปทุมธานี โดยนำผลการสำรวจมาทำการประเมินระดับความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดที่สำรวจพบในพื้นที่ โดยใช้เกณฑ์การจำแจกสถานภาพสิ่งมีชีวิตจากบัญชีแดงของสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (The IUCN Red List of Threatened Species: IUCN Red List)

EX สูญพันธุ์
EW สูญพันธุ์ในธรรมชาติ
CR ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
EN ใกล้สูญพันธุ์
VU มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์
NT ใกล้ถูกคุกคาม
LC ไม่ถูกคุกคาม
DD ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะประเมิน
NE ยังไม่มีการพิจารณาประเมินสถานภาพ
สภาพแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ของพื้นที่

พื้นที่สำรวจตั้งอยู่ในตำบลลำสามแก้ว อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ขอบเขตของพื้นที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า รวม 20 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการปรับเปลี่ยนจากที่ดินว่างเปล่าให้เป็นพื้นที่สีเขียวภายใต้การดำเนินงานของ บริษัทฯ โดยมีการปลูกไม้ยืนต้น และขุดคูน้ำเพื่อใช้ในการดูแลรักษาต้นไม้ เป็นแหล่งรับน้ำชั่วคราวในฤดูฝน รวมทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยและขยายพันธ์ตามธรรมชาติของสัตว์น้ำ และเนื่องจากมีอาณาเขตติดต่อกับ ชุมชน ร้านค้า พื้นที่เกษตรกรรม และสถานที่ราชการ การพัฒนาพื้นที่นี้จึงมีความสำคัญกับประชาชนที่อาศัยโดยรอบ ดังนี้

1

ด้านการใช้ประโยชน์ของประชาชนและแหล่งชุมชน

  • ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยดักจับฝุ่นละออง PM 2.5 และเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนในเมือง
  • ช่วยลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง ทำให้อุณหภูมิโดยรอบเย็นลง
  • เป็นพื้นที่สันทนาการ พักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกายสำหรับคนในชุมชน ซึ่งช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตให้กับคนในชุมชน
2

ด้านการส่งเสริมระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ

  • การบริหารจัดการน้ำและป้องกันอุทกภัย โดยให้คูน้ำที่ขุดขึ้นทำหน้าที่เป็นพื้นที่พักน้ำชั่วคราว ช่วยลดภาระของท่อระบายน้ำสาธารณะในช่วงที่ฝนตกหนัก ป้องกันปัญหาน้ำท่วมขังบนพื้นผิวถนนและทางเข้า-ออกของชุมชนรอบข้าง
  • การบำบัดน้ำเสียโดยวิธีกายภาพและชีวภาพ คูน้ำช่วยให้เกิดการตกตะกอนของสารแขวนลอย และการปลูกพืชพรรณรอบคูน้ำช่วยดูดซับสารอินทรีย์ ทำให้น้ำที่ไหลเวียนในพื้นที่สะอาดขึ้นก่อนจะระบายออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติหรือคูคลองสาธารณะ
  • ความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ การเก็บกักน้ำไว้รดต้นไม้ช่วยลดการพึ่งพาน้ำประปาสาธารณะ ทำให้การดูแลพื้นที่สีเขียวในระยะยาวเป็นไปอย่างยั่งยืนโดยไม่เบียดเบียนทรัพยากรของส่วนรวม
3

ด้านความปลอดภัยและความยั่งยืน

  • จากการสำรวจพบว่าต้นไม้ส่วนใหญ่มีความมั่นคงเชิงโครงสร้างสูง เนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรงจากการมีแหล่งน้ำเพียงพอ ลดโอกาสการเกิดอันตรายต่อสิ่งปลูกสร้างหรือสาธารณูปโภคของชุมชนในช่วงลมพายุ
  • การมีพื้นที่สีเขียวที่ได้รับการจัดการอย่างดีและมีระบบระบายน้ำที่เป็นระเบียบ ช่วยยกระดับทัศนียภาพ และเพิ่มมูลค่าของที่ดินหรือโครงการที่อยู่อาศัยในบริเวณโดยรอบ

ข้อมูลถิ่นที่อยู่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ (Bio-diverse habitats)

ความหลากหลายของพันธุ์พืช

จากการสำรวจพรรณพืชชั้นล่างและพืชล้มลุกในพื้นที่สวนป่าลำสามแก้ว พบพรรณไม้รวมทั้งสิ้น 5 ชนิด สามารถจำแนกตามลักษณะโครงสร้างใบเลี้ยงได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายของแหล่งอาหารและที่พักพิงของแมลงและสิ่งมีชีวิตหน้าดิน ดังนี้

  • กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่ จากการสำรวจพบพืชในกลุ่มนี้ 4 ชนิด ได้แก่ ผักกระฉูด ต้นก้างปลา ไมยราบ และหญ้าตีนตุ๊กแก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการคลุมดิน พืชกลุ่มนี้มักมีระบบรากแก้วที่ช่วยยึดเกาะหน้าดินและป้องกันการชะล้างพังทลายได้ดี โดยเฉพาะ ต้นไมยราพ และหญ้าตีนตุ๊กแก ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมและช่วยรักษาความชื้นในดิน
  • กลุ่มพืชใบเลี้ยงเดี่ยว พบ 1 ชนิด คือ หญ้าขน ซึ่งเป็นพืชที่มีอัตราการเจริญเติบโตเร็ว มีระบบรากฝอยที่หนาแน่น ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างดินชั้นบนและเป็นแหล่งที่พักพิงของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกขนาดเล็กในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ
ลำดับ ชื่อพื้นเมือง/ ชื่อพื้นถิ่น ชื่อวิทยาศาสตร์ ลักษณะวิสัย สถานภาพ IUCN บทบาททางนิเวศวิทยา
1 ผักกระฉูด Neptunia plena (L.) Benth. พืชล้มลุก NE ช่วยบำบัดคุณภาพน้ำและเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของแมลงหรือสัตว์ขนาดเล็ก
2 ต้นก้างปลา Phyllanthus reticulatus Poir. ไม้พุ่มขนาดเล็ก LC ช่วยยึดเกาะดิน ป้องกันหน้าดินจากการชะล้างพังทลาย
3 ไมยราบ Mimosa pudica L. พืชล้มลุก LC ช่วยตรึงไนโตรเจนและปรับปรุงคุณภาพดิน
4 หญ้าตีนตุ๊กแก Tridax procumbens L. พืชล้มลุก LC เป็นแหล่งน้ำหวานที่สำคัญของแมลงผสมเกสร
5 หญ้าขน Brachiaria mutica (Forsk.) Stapf. พืชสะเทินน้ำสะเทินบก LC ป้องกันการกัดเซาะตลิ่งและเป็นที่ซ่อนตัวของสัตว์

และจากการตรวจสอบสถานภาพด้านการอนุรักษ์พรรณพืชทั้ง 5 ชนิดในพื้นที่ พบว่า ณ ปัจจุบัน ไม่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียสายพันธุ์ โดยพันธุ์พืชส่วนใหญ่ ได้แก่ ต้นก้างปลา ไมยราบ หญ้าตีนตุ๊กแก และหญ้าขน ถูกจัดอยู่ในสถานภาพที่มีความเสียงต่ำต่อการสูญพันธุ์ (Least Concern: LC) ตามมาตรฐานสากลของ IUCN ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นพืชท้องถิ่นที่มีความแข็งแรงและสามารถปรับตัวได้ดีในพื้นทีโครงการ

ผักกระฉูด

ต้นก้างปลา

ไมยราบ

หญ้าตีนตุ๊กแก

หญ้าขน

ในส่วนของผักกระฉูด ที่แม้จะอยู่ในกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการประเมินสถานภาพ (Not Evaluated: NE) แต่จัดเป็นพืชที่พบได้ทั่วไปและมีบทบาทสําคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศ พืชที่สํารวจพบเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีความปลอดภัยในแง่ของสถานภาพการอนุรักษ์ แต่ยังทําหน้าที่เป็นฐานรากทางนิเวศวิทยาที่สําคัญ โดยทําหน้าที่สนับสนุนการผสมเกสรของแมลงผ่านการให้แหล่งน้ำหวาน รวมถึงการช่วยรักษาความชุ่มชื้น และป้องกันการพังทลายของหน้าดิน

ความหลากหลายของพันธุ์สัตว์

จากการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการ พบกลุ่มสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศรวมทั้งสิ้น 18 ชนิดพันธุ์ ซึ่งสามารถจำแนกตามกลุ่มประชากรและบทบาทหน้าที่ในห่วงโซ่อาหาร ที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ได้ ดังนี้

กลุ่มสัตว์ ชื่อชนิดพันธุ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ สถานภาพ / IUCN บทบาทในระบบนิเวศ
สัตว์ปีก นกกระจิบ Orthotomus sutorius LC ควบคุมประชากรแมลง และช่วยในการกระจายเมล็ดพันธุ์พืช
นกกวัก Amaurornis phoenicurus LC
นกพิราบ Columba livia LC
นกกระจอกบ้าน Passer montanus LC
สัตว์น้ำ ปลาช่อน Channa striata LC ดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำ และเป็นองค์ประกอบห่วงโซ่อาหาร
ปลาซิว Rasbora borapetensis LC
ปลากัดทุ่ง Betta splendens DD
หอยเชอรี่ Pomacea canaliculata LC
แมลง แมลงปอบ้าน Pantala flavescens LC ทำหน้าที่ในการผสมเกสร และเป็นตัวห้ำที่ทำหน้าที่เป็นศัตรูธรรมชาติที่คอยจับแมลงศัตรูพืชกินเป็นอาหารเพื่อการเจริญเติบโตตลอดช่วงชีวิต รวมทั้งเป็นผู้ย่อยสลายในระบบนิเวศ
แมลงปอเข็ม Pseudagrion microcephalum LC
แมลงปอบ้านใหม่เฉียง Neurothemis fluctuans LC
มดตะนอย Tetraponera rufonigra NE
มดดำ Paratrechina longicornis NE
ด้วงดำ Alphitobius diaperinus NE
ผีเสื้อฟ้าดอกหญ้า Zizina otis otis LC
สัตว์เลื้อยคลาน เต่านา Malayemys subtrijuga NT ช่วยควบคุมสมดุลระบบนิเวศ เนื่องจากเป็นทั้งผู้บริโภค และเป็นอาหารตามธรรมชาติให้กับสัตว์ผู้ล่าอื่นๆ
กิ้งก่าสวน Calotes versicolor LC
สัตว์น้ำขนาดเล็ก มวนจิงโจ้น้ำ Aquarius remigis NE บ่งชี้ความสะอาดของผิวน้ำและแรงตึงผิว

จากการตรวจสอบสถานภาพด้านการอนุรักษ์ของสัตว์ที่พบในพื้นที่โครงการ พบความหลากหลายของชนิดพันธุ์ที่สะท้อนถึงระบบนิเวศที่มีความสมบูรณ์และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย โดยผลการประเมินตามมาตรฐานสากล (IUCN Red List) ระบุว่าสัตว์ส่วนใหญ่อยู่ในสถานภาพที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ (Least Concern: LC) เช่น กลุ่มนกกระจิบ นกกวัก กลุ่มปลาน้ำจืด และแมลงปอชนิดต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในห่วงโซ่อาหารและเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี

นอกจากนี้ยังพบสิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่พบจากการสำรวจคือ เต่านา ซึ่งมีสถานภาพใกล้ถูกคุกคาม (Near Threatened: NT) รวมถึง ปลากัดทุ่ง ที่ถึงแม้จะจัดอยู่ในกลุ่มที่ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะประเมิน (Data Deficient: DD) แต่ถือเป็นสัตว์พื้นเมืองเฉพาะถิ่นในพื้นที่ เนื่องจากในปัจจุบันอาจพบได้น้อยลง หรือไม่สามารถพบได้แล้วในบางพื้นที่ที่มีความเจริญของชุมชนเมือง การพบสัตว์ชนิดนี้บ่งบอกถึงการสร้างระบบนิเวศเมืองที่สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ลี้ภัยทางธรรมชาติ ช่วยรักษาพันธุ์สัตว์ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังพบกลุ่มแมลงและสัตว์น้ำขนาดเล็กที่แม้จะยังไม่ได้รับการประเมิน (Not Evaluated: NE) เช่น มวนจิงโจ้น้ำ แต่สัตว์ชนิดนี้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสะอาดของแหล่งน้ำในโครงการ

นกกระจิบ

ไข่นกกวัก

นกพิราบ

นกกระจอกบ้าน

ปลาช่อน

ปลาซิว

ปลากัดทุ่ง

หอยเชอรี่

แมลงปอบ้าน

แมลงปอเข็ม

แมลงปอบ้านใหม่เฉียง

มดดำ

มดตะนอย

ด้วงดำ

ผีเสื้อฟ้าดอกหญ้า

ไข่เต่านา

กิ้งก่าสวน

มวนจิงโจ้น้ำ

แนวทางการหลีกเลี่ยง, ลดผลกระทบ, และชดเชยการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

จากการนำผลการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณพื้นที่สวนป่าลำสามแก้ว จังหวัดปทุมธานี เข้าสู่การประเมินระดับความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดที่สำรวจพบในพื้นที่แล้ว บริษัทฯ ได้ดำเนินการปกป้องความหลากหลายของชนิดพันธุ์ โดยมุ่งเน้นการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศผ่านการรักษาสภาพแหล่งที่อยู่อาศัยเฉพาะ เช่น แหล่งน้ำและพื้นที่ชื้นแฉะ เพื่อเป็นที่พักพิงให้แก่สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกและแมลงผสมเกสร รวมถึงการเฝ้าระวังชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่อาจเข้ามารบกวนสมดุลของระบบนิเวศเดิมของพื้นที่

นอกจากนี้ เนื่องจากพื้นที่โครงการมีการสำรวจพบสัตว์ท้องถิ่นที่มีสถานภาพทางอนุรักษ์ในระดับ ใกล้ถูกคุกคาม (Near Threatened - NT) ได้แก่ เต่านา ซึ่งเป็นสัตว์ที่มักอาศัยและหากินอยู่ในแหล่งน้ำนิ่ง น้ำตื้น เช่น ทุ่งนา หนองน้ำ หรือบึงที่มีพืชพรรณปกคลุม และเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อคุณภาพน้ำและการเปลี่ยนแปลงของแหล่งอาหารหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินงานที่ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ชนิดนี้ บริษัทฯ จึงทำการเคลื่อนย้ายเต่านาไปอยู่ในแหล่งน้ำใกล้เคียงที่มีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกัน และดำเนินการฟื้นฟูเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ โดยดำเนินการปลูกต้นไม้ 9 ชนิดในพื้นที่ เพื่อสร้างพื้นที่พักพิง และแหล่งอาหารที่ครอบคลุมกลุ่มสัตว์ที่สำรวจพบ และขุดคูน้ำเพื่อใช้ในการดูแลรักษาต้นไม้ เป็นทางเชื่อมต่อระบบนิเวศ

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการติดตามศักยภาพในการปรับตัวและเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมของพื้นที่โครงการ โดยการประเมินสุขภาพและความเสี่ยงของตัวแทนพันธุ์ไม้ที่ปลูก โดยใช้ แบบฟอร์มประเมินสุขภาพต้นไม้ จากสำนักวิจัยและพัฒนาป่าไม้ กรมป่าไม้

ซึ่งจากผลการประเมินพบว่า ภาพรวมของต้นไม้ทุกชนิดอยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์และมีความมั่นคงสูง ปลอดภัยต่อทั้งผู้ใช้งานพื้นที่และสิ่งมีชีวิตโดยรอบ และมีสุขภาพแข็งแรงเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหารให้กับสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ได้ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียชนิดพันธุ์อยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ยังมีการอนุรักษ์พืชพื้นถิ่นเดิมที่สำรวจพบ เพื่อใช้ประโยชน์ในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม เช่น ไมยราบ ช่วยตรึงไนโตรเจนและปรับปรุงคุณภาพดิน และผักกระฉูด ช่วยบำบัดคุณภาพน้ำและเป็นแหล่งอาหารให้แก่สัตว์ในพื้นที่

ลำดับ ชนิดพันธุ์ไม้ คะแนนสุขภาพ / (0-100) ระดับความเสี่ยง
1 หางนกยูงฝรั่ง 18 ต่ำ
2 ตีนเป็ดน้ำ 13 ต่ำ
3 กระถินเทพา 25 ต่ำ
4 แคนา 13 ต่ำ
5 ประดู่ 12 ต่ำ
6 สะเดา 22 ต่ำ
7 มะฮอกกานี 14 ต่ำ
8 จามจุรี 19 ต่ำ
9 อินทนิน 14 ต่ำ

ในส่วนของการลดผลกระทบตามกระบวนการประเมินความเสี่ยง บริษัทฯ นำผลการประเมินสุขภาพต้นไม้รายต้นมาเป็นฐานข้อมูลในการจัดกลุ่มการดูแลตามระดับความเสี่ยง โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ที่มีความสูงและขนาดใหญ่ เช่น หางนกยูงฝรั่ง และกระถินเทพา จะได้รับการตรวจสอบความแข็งแรงเชิงโครงสร้างอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการสูญเสียชนิดพันธุ์ พร้อมทั้งยกระดับการจัดการให้สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานสากล เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งกักเก็บคาร์บอนและแหล่งอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืน

หางนกยูงฝรั่ง

ตีนเป็ดน้ำ

กระถินเทพา

สะเดา

แคนา

ประดู่

มะฮอกกานี

จามจุรี

อินทนิน

การบริหารจัดการพื้นที่สีเขียว

บริษัทฯ บริหารจัดการพื้นที่สีเขียวครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้นของโครงการ อันได้แก่การสำรวจพื้นที่ การวางผัง การออกแบบที่อยู่อาศัยที่ไม่รุกล้ำพื้นที่ป่า/ชุ่มน้ำ มีพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ หรือ Green corridor เชื่อมโยงระบบนิเวศ การก่อสร้างที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการส่งมอบและดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยตระหนักว่าการบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวในโครงการอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างความสวยงามหรือเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้พักอาศัยเท่านั้น แต่คือการสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว" (Green Infrastructure) ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

การอนุรักษ์ต้นไม้เดิมในพื้นที่โครงการ

ก่อนเริ่มพัฒนาโครงการก่อสร้าง บริษัทฯ มีหน่วยงานที่ออกแบบและดูแลด้าน Landscape สำรวจต้นไม้ทุกต้นอย่างละเอียด ผ่านการทำ Tree Mapping เพื่อบันทึกข้อมูลด้านพิกัด ขนาด ชนิด อายุ และสุขภาพของต้นไม้ รวมถึงการประเมินคุณค่าทางนิเวศและสังคมที่แต่ละต้นมีต่อระบบโดยรวม ข้อมูลนี้จะถูกนำมาใช้เป็นฐานในการออกแบบผังโครงการให้หลีกเลี่ยงการตัดโค่นต้นไม้สำคัญ พร้อมกำหนดเขตกันชนรอบต้นไม้ใหญ่ และออกแบบระบบระบายน้ำและการปกป้องรากให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของต้นไม้ การประเมินผลหลังจากการก่อสร้างและการอนุรักษ์แล้วเสร็จ จะมีการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เช่น ต้นไม้เดิมที่ได้รับการคงไว้ จำนวนต้นไม้ที่ปลูกทดแทน อัตราการรอดของต้นไม้ที่ย้ายปลูก ในปี 2568 รักษาและปลูกไม้ยืนต้นได้เฉลี่ย 35% ของพื้นที่รวม

การเลือกใช้พันธุ์ไม้พื้นถิ่น

โครงการศุภวัฒนาลัย จ.สระบุรี มีการเลือกใช้พันธุ์ไม้พื้นถิ่น และคงไม้ยืนต้นเดิมไว้ ซึ่งถือเป็นหัวใจของการสร้างระบบนิเวศที่พึ่งพาตนเองได้ เนื่องจากพืชเหล่านี้มีวิวัฒนาการร่วมกับสัตว์และแมลงในพื้นที่ จึงทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยหลักที่ช่วยรักษาสมดุลของห่วงโซ่อาหารและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดนอกจากนี้ ในแง่การบริหารจัดการ พืชพื้นถิ่นยังมีความทนทานต่อสภาพอากาศและโรคแมลงในท้องถิ่นสูง จึงช่วยประหยัดทรัพยากร ทั้งการลดปริมาณการใช้น้ำ ลดการพึ่งพาเคมีภัณฑ์ และลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะยาว ส่งผลให้พื้นที่สีเขียวไม่ได้เป็นเพียงแค่สวนเพื่อความสวยงาม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติที่ยั่งยืนและปลอดภัยต่อทั้งผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

การสร้างระบบนิเวศแนวราบในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด

โครงการปาล์ม วิลล์ บางแขม จ.นครปฐม และโครงการเลค วิลล์ ศรีสมาน จ.ปทุมธานี มีการสร้างพื้นที่สวนหย่อมใต้สายไฟฟ้าแรงสูง ปลูกไม้คลุมดินรอบสระ และทำทางจักรยานรอบ ซึ่งเป็นการบริหารจัดการพื้นที่โดยเปลี่ยนพื้นที่ที่มีข้อจำกัด ให้กลายเป็นพื้นที่เชื่อมต่อทางนิเวศที่มีประสิทธิภาพ การทำสวนหย่อมใต้แนวสายไฟแรงสูงนั้นช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตจำกัดโดยไม่กระทบต่อความปลอดภัย ขณะที่การพืชคลุมดินรอบสระน้ำทำหน้าที่เป็น แนวกันชนธรรมชาติ (Riparian Buffer) ที่ช่วยยึดเกาะหน้าดิน กรองมลพิษก่อนลงสู่แหล่งน้ำ และเป็นที่หลบภัยสำคัญของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก เมื่อผสานเข้ากับทางจักรยานรอบพื้นที่ จะช่วยสร้างระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างกิจกรรมของมนุษย์กับระบบนิเวศ ลดการรบกวนถิ่นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต และส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยเห็นคุณค่าของธรรมชาติผ่านการใช้งานจริง การจัดการรูปแบบนี้จึงเป็นการสร้างสมดุลระหว่างโครงสร้างพื้นฐานเมืองกับความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยให้ระบบนิเวศในโครงการมีความยั่งยืนและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

การสร้างพื้นที่รอยต่อระหว่างบกและน้ำ

โครงการเลควิลล์ จันทบุรี จ.จันทบุรี มีการขุดบ่อดินเดิมในพื้นที่ และนำดินมาถมเพื่อพัฒนาโครงการ และปลูกต้นไม้ตกแต่งรอบสระน้ำ ซึ่งทำให้กลายเป็นบริเวณที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด การปลูกต้นไม้รอบสระน้ำยังช่วยสร้างระบบควบคุมสภาพอากาศขนาดเล็ก (Microclimate) ที่ช่วยลดความร้อนและเพิ่มความชื้น ทำให้เกิดวงจรชีวิตของสิ่งมีชีวิต ขณะที่รากพืชชายน้ำจะทำหน้าที่เป็นเครื่องกรองธรรมชาติ ช่วยดูดซับสารตกค้างและรักษาคุณภาพน้ำให้สมดุลอยู่เสมอ นอกจากนี้ การตัดพื้นที่บ่อออกจากส่วนจัดสรรยังถือเป็นการป้องกันระบบนิเวศไว้ไม่ให้ถูกทำลายจากการพัฒนาในอนาคต ทำให้โครงการมีพื้นที่รับน้ำและแหล่งพักพิงทางชีวภาพที่ยั่งยืนเสมือนป่าขนาดย่อมท่ามกลางพื้นที่อยู่อาศัย

การเลือกพันธุ์ไม้ป้องกันการพังทลายของดิน

การเลือกใช้พันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่มีระบบรากลึกและทนทานต่อสภาพน้ำท่วมขัง เป็นการการเสริมความแข็งแรงภายในโครงสร้างดิน โดยระบบรากจะแผ่ขยายชอนไชเข้ายึดเกาะอนุภาคดิน สร้างแรงยึดเหนี่ยวในแนวดิ่งและแนวราบ ป้องกันปัญหาการทรุดตัวของดิน และทำหน้าที่ดักจับตะกอนดินที่ไหลมากับน้ำในหน้าฝน ก่อให้เกิดการตกตะกอนและสะสมทับถมกันจนกลายเป็นชั้นดินใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และคืนสมดุลให้กับระบบนิเวศริมน้ำ

การจัดการพื้นที่ดาดฟ้า

โครงการศุภาลัย ไอคอน สาทร มีการจัดการพื้นที่ดาดฟ้า ให้เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ยกขึ้นไปอยู่บนอาคาร โดยการปลูกไม้ยืนต้น ซึ่งมีหลักการเลือกพันธุ์ไม้ ได้แก่ สามารต้านแรงลม แข็งแรง ไม่ล้มง่าย ไม้ใบใหญ่ เป็นต้น เพื่อชดเชยข้อจำกัดด้านพื้นที่ในเมือง โดยทำหน้าที่เป็นจุดพัก และแหล่งอาศัยสำคัญของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่น นกและแมลง ช่วยเชื่อมต่อระบบนิเวศให้มีความต่อเนื่องในมิติที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การเพิ่มพื้นที่พื้นที่สีเขียว ยังช่วยลดอุณหภูมิสะสมของอาคาร และช่วยกักเก็บน้ำฝนเพื่อชะลอการไหลล้นสู่ระบบระบายน้ำ การเปลี่ยนพื้นผิวคอนกรีตให้เป็นพื้นที่สีเขียวจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มความสวยงาม แต่คือการสร้างโครงข่ายธรรมชาติ ที่ช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมในเขตเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ

/