การจัดการความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย
ผลการดำเนินงาน

ความมุ่งมั่น ความท้าทาย และโอกาส
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ บริษัทฯ ทั้งในด้านความเสี่ยงต่อการดำเนินงาน ต้นทุนการพัฒนาโครงการ และความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้เสีย ความท้าทายสำคัญประกอบด้วยสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนซึ่งส่งผลต่อกระบวนการก่อสร้างและการอยู่อาศัยในระยะยาว ความเข้มงวดของกฎหมายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดซึ่งมีต้นทุนสูง อีกทั้งการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กรก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ
บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืนที่เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นความท้าทายทั้งในมุมของโอกาสและความเสี่ยงขององค์กร ทั้งนี้บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ระดับองค์กรที่จะต้องลงร้อยละ 40 ภายในปี 2573 และเป้าหมายเป็น “องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2593 หรือ ค.ศ. 2050 (Carbon Neutrality) ในขอบเขต 1 และ 2
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้พลังงานทางเลือกที่สามารถหมุนเวียนได้ (Renewable Energy) มีการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงานในโครงการต่างๆ ของบริษัท และมุ่งเน้นที่การออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ พร้อมสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ในด้านพลังงานสะอาด เมืองยั่งยืน การบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเปิดโอกาสให้ บริษัทฯ สร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน ผ่านการพัฒนาโครงการและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เทคโนโลยีและกระบวนการก่อสร้างแบบ Green Design และ Green Product การติดตั้งระบบผลิตพลังงานสะอาดอย่าง Solar Cell และ Solar Roof การจัดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) และการเปลี่ยนรถยนต์ส่วนกลางเป็นรถ EV รวมถึงการนำนวัตกรรมมาลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การใช้วัสดุที่ได้รับฉลาก SCG Green Choice การจัดการขยะอินทรีย์เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี และการออกแบบโครงการให้อนุรักษ์พื้นที่สีเขียวเดิม
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้สร้างการมีส่วนร่วมในโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ เช่น โครงการ Care the Bear โครงการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว LEED และการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการตอบสนองกับนโยบายของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้ทำให้ บริษัทฯ สามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นและต่อยอดการเติบโตในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญของธุรกิจ
การบริหารจัดการและกลยุทธ์
การกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกระยะกลางและยาว
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างชัดเจน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40% ภายในปี 2573 (เทียบกับค่าการดำเนินงานปกติ หรือ BAU) และมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
ในอนาคต การบริหารจัดการและติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ ดำเนินการตาม มาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และ มาตรฐาน ISO 14064 ครอบคลุมการรายงานตามกรอบ 3 ขอบเขต (Scopes) จากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้ง 3 ขอบเขตจะใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการติดตามความก้าวหน้าและกำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจนในทุกระดับ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนี้
การบริหารความเสี่ยงและโอกาสตามหลัก Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD)
บริษัทฯ ดำเนินการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกรอบของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) ครอบคลุมทั้ง Physical Risk และ Transition Risk เพื่อให้สามารถระบุ ป้องกัน และรับมือกับผลกระทบได้อย่างรอบด้าน
ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk)
คือ การประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วม ฝนตกหนัก พายุรุนแรง แผ่นดินไหว และฝุ่นพิษ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน อาคาร และทรัพย์สินของโครงการ รวมถึงกระทบต่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและพนักงาน และผลกระทบทางอ้อมจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน แบ่งเป็น:
-
ความเสี่ยงแบบเฉียบพลัน
เช่น น้ำท่วมฉับพลัน พายุใต้ฝุ่นรุนแรง แผ่นดินไหว ที่ทำให้โครงการหยุดชะงักหรือโครงการเสียหาย ความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Stress / ภัยแล้ง)
-
ความเสี่ยงแบบเรื้อรัง
จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำเค็มรุกเข้าพื้นที่ หรือ คลื่นความร้อนแบบเรื้อรัง ทำให้โครงสร้างอาคารเสียหาย และต้องลงทุนเพิ่ม
ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Risk)
คือ การวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการปรับตัวตามนโยบายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การก่อสร้างล่าช้าจากมาตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัสดุและพลังงาน และความต้องการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การดำเนินการตามมาตรการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยดำเนินมาตรการทั้งเชิงป้องกันและเชิงปรับตัว เพื่อรองรับความผันผวนของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว บริษัทฯ ยังมีการประยุกต์ใช้มาตรการออกแบบอาคารและพื้นที่ก่อสร้างให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน Green Building การติดตั้งมิเตอร์ย่อยและระบบควบคุมไฟฟ้าเพื่อติดตามการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ และการรณรงค์ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตร เช่น TOA ในการใช้สีสะท้อนความร้อน เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานเครื่องปรับอากาศ
ด้านการปรับตัว (Adaptation) บริษัทได้พัฒนาโครงการและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับผลกระทบจากความเสี่ยงเชิงกายภาพ (Physical Risk) เช่น การติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด การปลูกป่าและโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลเพื่อเพิ่มการดูดซับก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อช่วยลดอุณหภูมิและเพิ่มความร่มรื่น
บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการและมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและเสริมสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ผ่าน 7 แนวทาง ได้แก่
1. การเปลี่ยนระบบขนส่งส่วนกลางจากรถยนต์ใช้น้ำมันเป็นรถยนต์ไฟฟ้า
เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลและการปล่อย CO2e จากการขนส่งภายในองค์กร
2. การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เลือกใช้วัสดุที่ผ่านการรับรอง เช่น Low VOCs หรือวัสดุรีไซเคิล เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
3. ลดปริมาณขยะระหว่างการก่อสร้าง
นำระบบจัดการของเสียและการแยกขยะมาใช้ในโครงการก่อสร้างเพื่อเพิ่มการรีไซเคิลและลดปริมาณขยะฝังกลบ
4. การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบปรับอากาศหลักในอาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์
เปลี่ยนระบบปรับอากาศขนาดใหญ่เป็นระบบขนาดเล็กและใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน
5. การประหยัดน้ำด้วยการใช้น้ำเสียกลับมาใช้ใหม่
ติดตั้งระบบหมุนเวียนน้ำในอาคารเพื่อลดการใช้น้ำใหม่ รวมถึงนำน้ำกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดการใช้น้ำจืด
6. ลดปริมาณฝุ่นในโครงการก่อสร้างอาคารสูง
ช่วยลดการใช้พลังงานและเชื้อเพลิงจากเครื่องจักรพ่นน้ำ/ดูดฝุ่นในปริมาณที่เหมาะสม
7. เปลี่ยนการใช้ปุ๋ยเคมีในสวนส่วนกลางเป็นปุ๋ยชีวภาพ
ช่วยลดการปล่อย N2O จากดิน เนื่องจากมีการปลดปล่อยไนโตรเจนสู่ดินในรูปแบบที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าปุ๋ยเคมี
จากแนวทางดังกล่าวเป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันของธุรกิจ ผ่านการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 14064, แนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) และหลักการของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของศุภาลัยในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
สรุปมาตรการการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ ได้ดังนี้
มาตรการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation Measures)
ที่มุ่งเน้นการลดการใช้พลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการใช้พลังงานสะอาด ตัวอย่างโครงการที่ดำเนินการแล้ว เช่น
- โครงการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) บนอาคารสำนักงานและอาคารจอดรถ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากฟอสซิล
- โครงการเปลี่ยนเครื่องทำความเย็น (Chiller) เป็นรุ่นประสิทธิภาพสูง ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า
- โครงการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสูญเสียพลังงานและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์
- โครงการติดตั้งมิเตอร์ย่อยและระบบควบคุมการใช้พลังงานแบบ Real-Time เพื่อบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- กิจกรรมรณรงค์ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดรอยเท้าคาร์บอนของโครงการก่อสร้าง
- กิจกรรมร่วมมือกับ TOA ใช้สีสะท้อนความร้อน ลดการใช้พลังงานเครื่องปรับอากาศ

มาตรการด้านการปรับตัวต่อผลกระทบ (Adaptation Measures)
มุ่งเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมเพื่อรองรับผลกระทบจาก Climate Risk ตัวอย่างโครงการที่ดำเนินการแล้ว เช่น
- การออกแบบที่อยู่อาศัยและปรับเปลี่ยนวัสดุก่อสร้างแบบใหม่ เพื่อรองรับสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ความรุนแรงของพายุ ปริมาณฝุ่นพิษที่เพิ่มขึ้น การเกิดฝนที่มีปริมาณมากขึ้น ปัญหาน้ำท่วม การเกิดแผ่นดินไหว ฯลฯ
- โครงการติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
- โครงการปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น โครงการ Care the Wild เพื่อเพิ่มการดูดซับก๊าซเรือนกระจกและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
- โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในโครงการ เพื่อปรับสภาพภูมิอากาศ ลด Urban Heat Island และเพิ่มความร่มรื่น
- การออกแบบอาคารให้สอดคล้องกับมาตรฐาน Green Building และ Sustainable Design รองรับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

มาตรการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation & Technology Measures)
เน้นการนำเทคโนโลยีและกระบวนการใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบ ตัวอย่างโครงการที่ดำเนินการแล้ว เช่น
- การเลือกใช้ Green Product เพื่อให้การก่อสร้างและการอยู่อาศัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงาน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการ
- การประกวดนวัตกรรมพลังงาน (Innovation Award) กระตุ้นให้พนักงานคิดค้นแนวทางลดการใช้พลังงานและลด GHG

มาตรการด้านความร่วมมือและการสื่อสาร (Collaboration & Communication)
เน้นสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียและพันธมิตรทางธุรกิจ ตัวอย่างโครงการที่ดำเนินการแล้ว เช่น
- ความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอก เช่น TOA, SCG ในโครงการ Green Mission, Low Carbon Solution
- การสื่อสารและรณรงค์ภายในองค์กร เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม
- การเปิดเผยข้อมูลและรายงานผลตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 14064-1:2018 , Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) เป็นต้น

การสร้างความรู้และการมีส่วนร่วม
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้และความตระหนักด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) แก่พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ตระหนักถึงความสำคัญของการลดผลกระทบและปรับตัวต่อสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีกิจกรรมและมาตรการที่ชัดเจน ได้แก่
การจัดการอบรม สัมมนา และกิจกรรมรณรงค์ เพื่อเพิ่มความเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
การสนับสนุนให้คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจนำแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนไปใช้ในกระบวนการทำงานและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนร่วมกัน
การดำเนินการเก็บข้อมูลและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากลต่างๆ เช่น ISO 14064-1:2018 , Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) และ GRI 305: Emissions เพื่อความโปร่งใส และสอดคล้องกับข้อกำหนดการรายงาน ESG ในระดับสากล
เชื่อมโยงการดำเนินงานกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) โดยเฉพาะ SDG 7 (พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้), SDG 11 (เมืองและชุมชนยั่งยืน), SDG 12 (การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน) และ SDG 13 (การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)
กิจกรรมการสร้างความรู้และการมีส่วนร่วมของบริษัทฯ บูรณาการกับยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมขององค์กร เพื่อดำเนินงานด้าน Climate Change ให้ครอบคลุมทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อผลกระทบ และการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในอนาคต
ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
ลูกค้า
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบประหยัดพลังงานและจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
- ค่าใช้จ่ายส่วนกลางลดลงจากการประหยัดพลังงานและน้ำ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- อาจมีต้นทุนพัฒนาโครงการสูงขึ้น ทำให้ราคาขายเพิ่มขึ้น
- สร้างความเข้าใจถึงประโยชน์ของมาตรการสิ่งแวดล้อม
พนักงาน
ผลกระทบเชิงบวก
- สภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย และส่งเสริมสุขภาพ
- ภาคภูมิใจในองค์กรที่มีเป้าหมาย Net Zero
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- ความจำเป็นในการปรับวิธีทำงานตามเทคโนโลยีและมาตรการใหม่ อาจต้องมีการอบรมเพิ่ม
คู่ค้า / ผู้รับเหมา
ผลกระทบเชิงบวก
- มีโอกาสร่วมพัฒนาและส่งมอบวัสดุ/เทคโนโลยีที่ช่วยลดคาร์บอน เช่น SCG Green Choice, Solar Roof
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ อาจมีต้นทุนเพิ่ม
ผู้ถือหุ้น / นักลงทุน
ผลกระทบเชิงบวก
- ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้น สร้างความเชื่อมั่นด้าน ESG และความยั่งยืน
- ลดความเสี่ยงทางธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวอาจกระทบต่อกำไรระยะสั้น
ชุมชน / สังคม
ผลกระทบเชิงบวก
- ได้รับประโยชน์จากโครงการที่ลดมลพิษและใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
- มีกิจกรรมร่วม เช่น ปลูกป่า, Care the Bear
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- ความคาดหวังให้บริษัทมีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนเพิ่มขึ้น
หน่วยงานราชการ
ผลกระทบเชิงบวก
- การดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบาย Climate Action, SDG 11/12/13, กฎหมายสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบเชิงความคาดหวัง / ความเสี่ยง
- มีการรายงานข้อมูลและตรวจวัดผลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเพิ่มภาระด้านการจัดเก็บข้อมูล