การกำกับดูแลและเศรษฐกิจ

การบริหารความเสี่ยงขององค์กร (ERM)

08 ธันวาคม 2568

บริษัทฯ มีการขยายโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ ทำให้ต้องเผชิญความเสี่ยงหลากหลาย เช่น เศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม กฎหมาย ภัยธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการสื่อสารออนไลน์ที่แพร่เร็ว ส่งผลให้บริษัทฯ ต้องบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

บริษัทฯ มีการนำกรอบ COSO ERM 2017 มาใช้ พร้อมจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan : BCP) และแผนกู้คืนจากภัยพิบัติ (Disaster Recovery Plan : DRP) เพื่อเตรียมรับมือเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ และลดผลกระทบจากการหยุดชะงัก เช่น ภัยพิบัติหรือการจู่โจมระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และเน้นการพัฒนาวัฒนธรรมความเสี่ยง (Risk Culture) ให้ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่คณะกรรมการ ผู้บริหาร จนถึงพนักงานหน้างาน โดยเน้นความเข้าใจในกระบวนการประเมิน วิเคราะห์ และบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ พร้อมมีคณะทำงานเฉพาะกิจรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถประเมินและฟื้นฟูองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์และการประกอบธุรกิจ (Strategic Risk)
1.การเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทในอีก 3 - 5 ปีข้างหน้า (Emerging Risks)

1.1 การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างรายได้ของประชาชน และโครงสร้างประชากรศาสตร์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและอุปสงค์ของผู้บริโภค

ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างทางรายได้ของประชาชน ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นต่ำกว่าราคาที่อยู่อาศัย ทำให้เกิดภาวะที่ไม่สมดุลของการปรับเพิ่มกำลังซื้อ และปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และประชากรช่วงอายุ 30-49 ปี มีแนวโน้มลดลง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ หรือการที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและการดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น ทั้งกรณีที่ต้องดูแลผู้สูงวัยในครอบครัว และการเตรียมความพร้อมให้กับตนเองเมื่อต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณ จนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผู้บริโภคใช้ในการพิจารณาเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน

ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นสินค้าประเภทปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต หากปรับตัวไม่ทันต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ของประเทศ และการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุ อาจได้รับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค

ดังนั้น บริษัทฯ ได้เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึงได้มีการขยายโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ได้ขยายโครงการไปยังจังหวัดต่างๆ กว่า 29 จังหวัด รวมถึงมีการออกแบบบ้านเพื่อรองรับการใช้ชีวิตที่หลากหลายของกลุ่มผู้อยู่อาศัยให้ครอบคลุมทุกเพศ ทุกช่วงวัย (Universal Design) ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และอาคารชุด รองรับทุกรูปแบบการใช้งานและวิถีการดำเนินชีวิตของผู้อยู่อาศัยในแต่ละกลุ่ม เช่น บ้านสไตล์ Pet Friendly ที่ตอบโจทย์คนรักสัตว์ การออกแบบพื้นที่ให้มีความเป็นส่วนตัวเพื่อรองรับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ และสำหรับคู่รัก LGBTQ+ สามารถกู้ร่วมซื้อบ้านได้ รวมถึงการออกแบบบ้านเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ เช่น โครงการ ศุภวัฒนาลัย ที่เลือกใช้วัสดุและออกแบบภายในบ้านที่รองรับการใช้งานสำหรับผู้สูงอายุ

อีกทั้ง บริษัทฯ มีการออกแบบและการก่อสร้างโครงการที่ใส่ใจในคุณภาพชีวิตของทั้งผู้อยู่อาศัยและชุมชนข้างเคียง สินค้ามีคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ รวมถึงการพัฒนาช่องทางการติดต่อและการให้บริการผ่านหลากหลายช่องทางอย่างต่อเนื่อง เช่น การจองบ้านหรือคอนโดมิเนียมผ่านระบบออนไลน์ การพัฒนาแอปพลิเคชัน Supalai Sabai เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการอยู่อาศัยของลูกบ้าน และตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคปัจจุบันมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า และพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าของบริษัทฯ จะสามารถตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว มีการวิจัยตลาดและศึกษาเทคโนโลยีเพื่อนำมาปรับใช้กับงานออกแบบและการก่อสร้าง ส่งผลให้สินค้าของบริษัทฯ มีความสอดคล้องตรงกับความต้องการของลูกค้าและในราคาที่คุ้มค่า

1.2 ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกิดภัยพิบัติที่อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร

บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับมหภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านต้นทุน วัสดุก่อสร้าง และความมั่นคงของระบบนิเวศในพื้นที่โครงการ เช่น ภัยแล้ง พายุ น้ำท่วม รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมและการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเตรียมความพร้อม บริษัทได้ปรับใช้กรอบการรายงานความเสี่ยงด้านภูมิอากาศตามแนวทาง TCFD (Task Force on Climate-Related Financial Disclosures) และพัฒนาแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) รวมถึงแผนรองรับภัยพิบัติ (DRP) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือและฟื้นฟูธุรกิจในกรณีฉุกเฉิน

ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศถูกยกเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในระดับนานาชาติ และเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของประเทศทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชนให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เช่น การเกิดน้ำท่วมเนื่องจากพายุฝนที่มีปริมาณมากขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก การเกิดคลื่นรังสีความร้อน เป็นต้น ความเสี่ยงด้านปัญหาสภาพภูมิอากาศนี้ ทำให้ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการจัดการสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายในการควบคุมภาวะโลกร้อนที่เป็นต้นเหตุของปัญหาสภาพภูมิอากาศธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นที่อาจส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้าง ตามแนวทางของ Task Force on Climate-Related Financial Disclosures (TCFD) ทั้ง Physical Risk และ Transition Risk เช่น

  1. การออกแบบที่อยู่อาศัยและปรับเปลี่ยนวัสดุก่อสร้างแบบใหม่เพื่อรองรับสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ความรุนแรงของพายุ และปริมาณฝุ่นพิษที่เพิ่มขึ้น การเกิดฝนที่มีปริมาณมากขึ้น ปัญหาน้ำท่วม การเกิดแผ่นดินไหว ฯลฯ อีกทั้ง ยังส่งผลต่อ
  2. การก่อสร้างล่าช้า เกิดการหยุดชะงัก ทำให้มีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลต่อการส่งมอบผลิตภัณฑ์แก่ลูกค้าไม่ทันกำหนด ซึ่งอาจกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร

ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้ออกมาตรการจัดการเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อปัญหาสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจ โดยตั้งเป้าหมายการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 40% ภายในปี 2573 และกำหนดเป็นกลยุทธ์องค์กร และ Objective Key Results (OKRs) ของทุกหน่วยงาน ในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมร่วมกันทั้งองค์กร

โดยในปี 2567 บริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานและรางวัลด้านการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของระดับองค์กร ดังนี้

  1. มาตรฐานสากล ISO 14064-1:2018 การรายงานผลการปลดปล่อยและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของระดับองค์กร
  2. มาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) การเปิดเผยรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
  3. รางวัลเกียรติยศ Low Carbon Reduction บริษัทอสังหาฯ ที่เลือกเฟ้นใช้วัสดุก่อสร้างสีเขียวคาร์บอนต่ำ
  4. รางวัล Green Mission จาก TOA ผนึกกำลังสร้างนวัตกรรมและเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  5. รางวัลแบบก่อสร้างผ่านเกณฑ์ประเมิน โครงการฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงาน (ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5) จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
  6. ฯลฯ

กิจกรรมที่ช่วยลดผลกระทบต่อปัญหาสภาพภูมิอากาศ อื่นๆ ที่บริษัทฯ ดำเนินการ ในปี 2567 เช่น

  • สร้างนวัตกรรมช่วยลดขยะจากงานก่อสร้าง เช่น เศษอิฐมวลเบาบดละเอียดผสมกับดินเพื่อปลูกต้นไม้
  • การใช้พาเลทจากพลาสติกทดแทนพาเลทไม้ เพื่อสามารถนำมาหมุนเวียนใช้ได้ใหม่
  • ร่วมกับพันธมิตร จัดทำนวัตกรรมตกแต่งบ้านด้วยวัสดุรักษ์โลก “Sustainable Design”
  • ร่วมกับ TOA พัฒนาสีที่ลดการทาซ้ำหลายรอบ และไม่ใช้สีทารองพื้น
  • กิจกรรมป่าสร้างสุข กับ ศุภาลัยครบรอบ 35 ปี ครั้งที่ 1 จังหวัดปทุธานี และครั้งที่ 2 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
  • การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตและการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • โครงการนวัตกรรมที่อยู่อาศัยสีเขียว
  • โครงการ Solar Roof สำหรับสำนักงานขาย สำนักงานก่อสร้าง และบ้านตัวอย่าง
  • การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Product) อย่างต่อเนื่อง
  • ดำเนินโครงการ “ศุภาลัย สร้างดี” เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น
  • โครงการเพิ่มที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger)
  • การเข้าร่วม “โครงการ Care the Bear” ที่เป็นกิจกรรมให้ทุกหน่วยงานในบริษัทฯ ช่วยลดการปลดปล่อย Carbon Footprint เช่น การลดการใช้พลังงานไฟฟ้า กระดาษ และพลาสติกในการจัดประชุม เป็นต้น

การบริหารจัดการความเสี่ยง จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นที่อาจส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้าง โดยมีการบริหารจัดการความเสี่ยงในเรื่อง

  • การออกแบบที่อยู่อาศัยและปรับเปลี่ยนวัสดุก่อสร้างแบบใหม่เพื่อรองรับสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว
    1. การออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการก่อสร้างโครงการให้รองรับสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว เช่น การออกแบบ Green Design การใช้อิฐมวลเบาและกระจกเขียวตัดแสง ทำให้ภายในตัวบ้านเย็นขึ้น หรือการถมดินให้สูงในระดับที่เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบหากเกิดปัญหาน้ำท่วม โดยไม่ให้กระทบต่อชุมชนข้างเคียง
    2. การจัดประกวดนวัตกรรมภายในองค์กร (Innovation Award) และการทำงานแบบ Agile เพื่อเพิ่มแนวทาง “การช่วยลดผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในอนาคต”
    3. ฯลฯ
  • การก่อสร้างล่าช้า เกิดการหยุดชะงัก ทำให้มีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลต่อการส่งมอบผลิตภัณฑ์แก่ลูกค้าไม่ทันกำหนด
    1. การจัดทำแผนความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ (Business Continuity Management) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติต่าง ๆ ที่อาจส่งผลทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก
    2. ฯลฯ

1.3 ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ

ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ทั้งด้านการขาดแคลนวัตถุดิบ และความล่าช้าจากระบบ Supply Chain มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันมีปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ คือ การบริหารความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ได้แก่

  • การขาดแคลนวัตถุดิบในกระบวนการผลิตที่มีแหล่งนำเข้าจากกลุ่มประเทศสงคราม
  • การปิดเส้นทางการขนส่งสินค้าทางเรือจากภาวะสงคราม / สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tensions) หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ (เช่น สงครามอิสราเอล-ฮามาส หรือสงครามที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ ที่คาดการณ์โอกาสเกิดและผลกระทบล่วงหน้าได้ยาก)
  • เส้นทางการขนส่งสินค้าทางเรือ / ทางทะเลสายสำคัญถูกตัดขาด จากปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยธรรมชาติ Climate Change "ภาวะโลกรวน" และ เอลนีโญ ทำให้ไม่มีน้ำเพียงพอให้ "เรือบรรทุกสินค้า" สัญจรผ่านได้
  • การแบ่งขั้วประเทศมหาอำนาจ
  • สงครามการค้า การกีดกันทางการค้า การคว่ำบาตรที่เพิ่มสูงขึ้น
  • โรคอุบัติใหม่

แนวทางที่บริษัทดำเนินการเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ

  • การเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของตลาดวัตถุดิบหลัก ติดตามสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อการจัดหาวัตถุดิบ เช่น ราคาวัตถุดิบ ระยะเวลาการจัดส่ง และแนวโน้มความขาดแคลน เพื่อให้สามารถปรับแผนการสั่งซื้อและสต๊อกได้ทันท่วงที
  • การวางแผนล่วงหน้าโดยการจัดหาคู่ค้ารายใหม่ที่สามารถทดแทนคู่ค้าหลักได้ในกรณีที่เกิดการหยุดชะงัก ช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดซื้อ
  • การจัดหาสินค้าภายในประเทศเพิ่มขึ้น พิจารณาแหล่งจัดซื้อในประเทศเพื่อให้สามารถจัดหาสินค้าได้อย่างเพียงพอ ลดการพึ่งพาการนำเข้าที่อาจมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
  • การจัดทำมาตรฐานควบคุมราคาสินค้า มีระบบตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาวัตถุดิบนำเข้ากับข้อมูลตลาด เพื่อใช้ในการตัดสินใจสั่งซื้อและทำสัญญาล่วงหน้า ช่วยควบคุมต้นทุนและลดความผันผวนของราคา
  • การบริหารความเสี่ยงด้านคู่ค้าและ ESG ประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าในมิติต่าง ๆ เช่น ความมั่นคงในการจัดส่ง ความสามารถในการบริหาร ESG และดำเนินการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น รวมถึงทำสัญญาระยะยาวกับคู่ค้าหลัก เพื่อสร้างความมั่นใจในเสถียรภาพของวัตถุดิบในการดำเนินงาน
2. ความเสี่ยงด้านการจัดซื้อ

บริษัทฯ มีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง โดยการวิเคราะห์คู่ค้าและพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์–อุปทาน และลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะจากการดำเนินโครงการทั่วประเทศกว่า 29 จังหวัด ซึ่งมีการจัดซื้อวัสดุและบริการจากซัพพลายเออร์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

การจำแนกคู่ค้าตามระดับความสำคัญ บริษัทฯ แบ่งกลุ่มคู่ค้าหลักเป็น 2 ประเภท:

  • คู่ค้ารายสำคัญ (Critical Tier 1): คู่ค้าที่ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง และมีมูลค่าสั่งซื้อตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วน 64% (152 ราย)
  • คู่ค้ารอง (Critical Non-Tier 1): คู่ค้าที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง แต่มีการขายสินค้าให้กับคู่ค้าของบริษัทฯ คิดเป็นสัดส่วน 36% (86 ราย)

แนวทางบริหารความเสี่ยง

  • สรรหาพัฒนาคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมีคู่ค้าในพื้นที่ต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นจำนวน 117 ราย ครอบคลุม กว่า 29 จังหวัดที่มีการพัฒนาโครงการ ทำให้บริษัทฯ ไม่มีความเสี่ยงในการจัดหาสินค้าและสามารถส่งมอบได้ทันต่อความต้องการ
  • จัดทำข้อมูลราคาสินค้าที่มีการปรับราคาและราคาจัดจ้างผู้รับเหมาทุก 3 เดือน เพื่อให้ราคาก่อสร้างเป็นราคาปัจจุบัน สร้างความเป็นธรรมกับคู่ค้าและผู้รับเหมาของบริษัทฯ ทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง มีความรวดเร็ว ถูกต้อง และส่งมอบสินค้าได้ทันต่อการใช้งาน
  • การประมูลราคาสินค้าล่วงหน้า และใช้หลักการประมูลราคาแบบ Group Bidding เพื่อป้องกันการขาดแคลนหรือส่งมอบล่าช้า ทำให้คู่ค้าสามารถวางแผนการผลิต และส่งผลทางอ้อมต่อในด้านต้นทุนของบริษัทฯ
3. ความเสี่ยงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือความต้องการของลูกค้า / ผู้บริโภค

ปัจจุบันธุรกิจต่าง ๆ มีการนำนวัตกรรมมาใช้ในธุรกิจมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการก้าวกระโดดของอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Device) ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคเร็วขึ้น ในหลายด้าน เช่น การนำนวัตกรรมมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น การปฏิบัติงานจากที่พักอาศัยแทนสำนักงาน การติดต่อสื่อสารช่องทางออนไลน์แทนการพบปะกันโดยตรง การทำธุรกรรมต่าง ๆ ทั้งธุรกรรมทางการเงิน และการซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันแทนการไปธนาคารหรือห้างสรรพสินค้า เป็นต้น นอกจากนั้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยยังเกื้อหนุนกับการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค เนื่องจาก ผู้สูงอายุมีแนวโน้มจะชอบอยู่กับที่พักอาศัยมากกว่าการเดินทางไปทำกิจกรรมภายนอก ทำให้ความต้องการ และเงื่อนไขการเลือกซื้อที่พักอาศัยของผู้บริโภคมีแนวโน้มในการให้ความสำคัญเรื่องพื้นที่ใช้สอยภายในที่พัก อรรถประโยชน์จากการใช้พื้นที่ส่วนกลาง ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตภายในที่พักอาศัย ภายในโครงการ และบริเวณโดยรอบมากขึ้น

ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือความต้องการของลูกค้า/ผู้บริโภค ที่มีต่อการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องทบทวนแผนการตลาดและพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า/ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

แนวทางที่บริษัทฯ ดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค

  1. ติดตามและวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด โดยดำเนินการสำรวจวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อใช้ในการออกแบบสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตยุคใหม่
  2. ออกแบบที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับวิถีชีวิตใหม่ ให้มี “มุมทำงาน Work from Home” และมีการวางผังอาคารโดยใช้ หลักการถ่ายเทอากาศธรรมชาติและแสงแดด ติดตั้ง Face Scan เพื่อลดการสัมผัส และเพิ่มจุด Delivery Drop Off แยกจากพื้นที่พักอาศัย
  3. นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ (Smart Living) นำแนวคิด Home Automation มาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้อยู่อาศัยสามารถนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาเชื่อมต่อในบ้านได้ในอนาคต
  4. รองรับผู้สูงวัยและสังคมผู้บริโภคยุคใหม่ ออกแบบโครงการให้เหมาะสมกับ “ผู้สูงอายุ” ที่ต้องการใช้ชีวิตในที่พักอย่างปลอดภัย มีสิ่งแวดล้อมเป็นมิตร และฟังก์ชันอำนวยความสะดวก และให้ความสำคัญกับ พื้นที่ใช้สอยภายใน และพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อการใช้ชีวิต
  5. ปรับกลยุทธ์การตลาดและสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ ปรับกลยุทธ์การตลาดให้เน้น ช่องทางออนไลน์ (Online Channel) มากขึ้น และพัฒนาแบรนด์เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัลและความสะดวกสบาย
4. ความเสี่ยงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน

จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” ซึ่งได้รับแรงผลักดันจากทั้งระดับนโยบายภาครัฐ การกำกับดูแลระหว่างประเทศ และความคาดหวังของผู้บริโภค บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการความเสี่ยงของอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ หรือรับเหมาก่อสร้าง เพื่อให้บริษัทฯ และพันธมิตรทางธุรกิจ สามารถดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน โดยมีแนวทางการดำเนินการที่สำคัญดังนี้

  1. บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการติดตามการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะความเสี่ยงจากกฎระเบียบใหม่และแรงกดดันจากนโยบายสาธารณะที่สนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ เช่น ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการลด GHG ที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ หากคู่ค้าไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
  2. บริษัทฯ ไม่เพียงแต่พัฒนากระบวนการภายในองค์กร แต่ยัง “ผนึกกำลัง” กับคู่ค้า ผู้รับเหมา และซัพพลายเออร์ เพื่อนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาผสานและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน ทั้งในแง่การใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การลดของเสียจากการก่อสร้าง และการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ด้าน ESG เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน
  3. บริษัทฯ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทาน แม้อุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทาน เช่น วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ หรือระบบก่อสร้าง จะยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและปรับตัวได้ช้ากว่า แต่บริษัทฯ สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงนโยบาย การตั้งมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในสัญญาจัดซื้อ และการให้ข้อมูลแนวโน้มด้านความยั่งยืน
  4. บริษัทฯ บริหารความเสี่ยงเชิงรุกด้วยความตระหนักว่า ความล่าช้าในการปรับตัวของคู่ค้าอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพโครงการและภาพลักษณ์ ESG ขององค์กร ดังนั้นจึงมีการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดฝึกอบรมความรู้ด้าน ESG ให้กับคู่ค้า เพื่อให้มีการดำเนินงานสอดคล้องกับเป้าหมายด้าน ESG ของบริษัทฯ

ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการและการปฏิบัติงาน (Operational Risk)
1. ความเสี่ยงจากความปลอดภัยของข้อมูลหรือระบบคอมพิวเตอร์และการโจมตีทางไซเบอร์

จากการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลและอุปกรณ์สื่อสารไร้สายต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป สมาร์ทโฟน ที่ทำให้ต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีและธุรกรรมออนไลน์โดยไม่อาจหลีกเลี่ยง ส่งผลต่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกรรมออนไลน์ต่าง ๆ ที่นอกจากจะสร้างโอกาสมากมายทางธุรกิจแล้ว มูลค่ามหาศาลของธุรกรรมออนไลน์ทั่วโลกยังดึงดูดให้เหล่ามิจฉาชีพที่เป็นภัยคุกคามของโลกไซเบอร์เพิ่มขึ้นในอัตราก้าวกระโดดด้วยเช่นกัน ถึงแม้บริษัทฯ จะมีธุรกรรมออนไลน์ที่สำคัญกับลูกค้าหรือผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ไม่มากนัก แต่หากเกิดการรั่วไหลของข้อมูลหรือถูกโจมตีทางไซเบอร์ที่ทำให้ระบบหรือฐานข้อมูลต่าง ๆ เสียหาย ก็ย่อมสร้างความเสียหายให้กับผู้เป็นเจ้าของข้อมูล รวมถึงทำให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงักลงชั่วขณะได้

ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้นำเทคโนโลยี Cloud Computing มาใช้ในการบริหารจัดการฐานข้อมูลของระบบงานสำคัญ โดยเลือกผู้ให้บริการที่มีเทคโนโลยีความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือในระดับโลก อีกทั้งยังมีการกำหนดขั้นตอนและกระบวนการต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงของการถูกโจมตีที่อาจเกิดจากความผิดพลาดของบุคลากรภายใน และการรั่วไหลของข้อมูลที่อาจเกิดขึ้น เช่น

  • การจัดทำนโยบายการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้เป็นไปตามกรอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย เช่น การกำหนดกรอบการเข้าถึงข้อมูลของพนักงานในแต่ละส่วนงานตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ
  • การประเมินความเสี่ยงเรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์พร้อมกำหนดแนวทางการจัดการอย่างต่อเนื่อง
  • การใช้เทคโนโลยี Cloud Computing ที่ช่วยให้บริษัทฯ สามารถกู้คืนข้อมูลในกรณีสุดวิสัยได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ จะไม่เกิดการหยุดชะงักจากการโจมตีทางไซเบอร์
  • การกำหนด Firewall และ VPN ทำให้โอกาสที่จะถูกโจมตีโดยผู้ไม่ประสงค์ดีจากภายนอกและการรั่วไหลของข้อมูลเป็นไปได้ยากขึ้น
  • การทดสอบและบริหารจัดการช่องโหว่ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อวิเคราะห์ ติดตามและแจ้งเตือนเหตุการณ์ผิดปกติ เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขเบื้องต้นได้อย่างทันท่วงที
  • การจัดให้ใช้แบบประเมินตนเองสำหรับผู้รับจ้างภายนอก ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้าน IT และ Cybersecurity เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการจัดจ้างผู้รับจ้างภายนอก มีความปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และมีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้าน IT อย่างเพียงพอ
  • การส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับชั้น มีองค์ความรู้และตระหนักถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์และความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดการรั่วไหลของข้อมูลจากเหตุการณ์ และบริบทต่าง ๆ ของการทำงาน
  • การทดสอบการตระหนักรู้ด้าน Cybersecurity กับพนักงาน เช่น การดำเนินการโครงการ Cybersecurity Posture Assessment & Awareness Program ซึ่งเป็นการประเมินสภาวะความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และเสริมสร้างความตระหนักด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของบริษัทฯ ร่วมกับ บริษัทที่ปรึกษาจากภายนอก
2. ความเสี่ยงจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

จากแรงกดดันจากประชาคมโลกในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมถูกยกระดับอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เห็นได้ชัดเจนและทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนเกิดการตื่นตัวและเรียกร้องและกลายเป็นแรงกดดันต่อภาคธุรกิจที่ต้องให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกกิจกรรม และให้ความสำคัญกับประเด็นความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ธุรกิจก่อสร้างและธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความเสี่ยงจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ ทั้งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงทิศทางลมและแสงแดดการสร้างฝุ่นละออง และการก่อก๊าซเรือนกระจก จึงมีการควบคุมโดยกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องจากภาครัฐและหน่วยงานอิสระเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสม และยังมีโอกาสเกิดข้อพิพาทกับชุมชนข้างเคียงได้ง่าย ซึ่งอาจส่งผลให้การก่อสร้างโครงการหยุดชะงักหรือล่าช้าจากการไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการจากภาครัฐหรือการถูกฟ้องร้องจากชุมชนข้างเคียง และอาจต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงกระทบกับภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนขององค์กร

ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพและกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด โดยก่อนเริ่มก่อสร้างโครงการ บริษัทฯ จะจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนข้างเคียงพื้นที่โครงการ การทำประชาพิจารณ์เพื่อวิเคราะห์และประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางบวกและทางลบในทุก ๆ มิติ และหาทางป้องกันผลกระทบในทางลบให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ซึ่งจะลดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลังดำเนินโครงการไปแล้ว รวมถึงการติดตามตรวจสอบผลที่เกิดขึ้นหลังจากเริ่มโครงการ ทั้งนี้ การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะครอบคลุม มุมมอง 4 ด้าน คือ

  1. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ
  2. สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ
  3. คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์
  4. คุณค่าต่อคุณภาพชีวิต

ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการ Care The Bear ซึ่งดำเนินการโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อกระตุ้นบุคลากรในองค์กรให้ตระหนักถึงความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและสร้างความร่วมมือในการพัฒนาการดำเนินงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

3. ความเสี่ยงจากผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน

ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนถูกยกระดับความสำคัญและได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ด้วยอิทธิพลของ Social Media ในปัจจุบัน ทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนถูกหยิบยกมาอภิปรายในสังคมอย่างเข้มข้น และส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วน มีการเรียกร้องให้พิจารณาประเด็นต่าง ๆ ทั้งการเคารพสิทธิมนุษยชน การยอมรับความหลากหลาย และเสรีภาพในการกระทำหรือ การแสดงออกต่าง ๆ จนนำไปสู่การเสนอแก้กฎหมายหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการคว่ำบาตรบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กรที่มีการละเมิดหรือก่อให้เกิดการละเมิด ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนจึงเป็นประเด็นอ่อนไหวในสังคม ซึ่งกระทบทั้งในส่วนของกฎหมายข้อบังคับและชื่อเสียงภาพลักษณ์ และส่งผลกระทบกับองค์กรทั้งโดยตรงหรือกระทบโดยอ้อมผ่านคู่ค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจ

เนื่องจากมนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีและสิทธิเท่าเทียมกัน บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญและมีนโยบายว่าด้วยหลักสิทธิมนุษยชน โดยนำแนวทางการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD: Human Rights Due Diligence) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) มาใช้เป็นแนวทางการดำเนินการเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหา และประเมินความเสี่ยงด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ พร้อมกำกับกระบวนการภายในบริษัทฯ ให้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งครอบคลุมเรื่องความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ เช่น สวัสดิการครอบคลุมคู่สมรสเพศเดียวกัน ที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ช่องทางการแจ้งเบาะแสหากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสื่อสารเรื่องดังกล่าวไปยังคู่ค้า ฯลฯ รวมทั้งการทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดเงื่อนไขการรับสมัครคู่ค้าจะต้องรับรองว่าจะไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และยินยอมให้บริษัทฯ นำเกณฑ์เรื่องสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม มาเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกและประเมินผลนอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีกระบวนการสอบถามความต้องการของคนงาน/พนักงานของคู่ค้า เพื่อทำแผนพัฒนาความเป็นอยู่ร่วมกันกับคู่ค้า โดยมีการลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานตามแผนและรายงานผลต่อผู้บริหาร รวมถึงการปลูกฝังและเผยแพร่ให้เกิดการตระหนักในเรื่องของการเคารพสิทธิมนุษยชนทั้งกับพนักงานภายในบริษัทฯ และพันธมิตรทางธุรกิจ


ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและกฎหมาย (Compliance Risk)
1. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายของรัฐและการบังคับใช้ของกฎหมายหรือข้อบังคับใหม่ ๆ

การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ จะเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งกฎหมายแต่ละฉบับจะมีข้อกำหนดที่ซับซ้อนแตกต่างกัน และมีโอกาสเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งต้องสอดคล้องกับกฎหมายท้องถิ่น บริษัทฯ จึงต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในการดำเนินการพัฒนาโครงการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วน ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามไม่ครบถ้วน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดข้อพิพาทกับหน่วยงานราชการ เช่น การถูกจำกัดประโยชน์ในการใช้พื้นที่ในการก่อสร้างอาคารบางประเภทเขตจำกัดความสูง ระยะถอยร่นของอาคาร การเปิดใช้อาคาร รวมทั้งการถูกเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างสาธารณูปโภคของภาครัฐ หรือปัญหาอันเกิดจากการแก้ไขกฎหมาย ประกาศ และข้อกำหนดต่าง ๆ ของทางราชการที่มีผลบังคับใช้ในระหว่างที่บริษัทฯ ถือครองที่ดินแล้ว แต่อยู่ระหว่างการเตรียมงานเพื่อขออนุญาตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีแนวทางลดความเสี่ยงดังกล่าว โดยก่อนเริ่มพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จะมีการตรวจสอบข้อจำกัดทางกฎหมาย และใช้หลักการทำงานแบบ Agile ที่มีการจัดตั้งคณะทำงานจากตัวแทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อระดมความคิดเห็นต่าง ๆ ก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ รวมถึงตรวจสอบการดำเนินงานต่าง ๆ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายอยู่ตลอดเวลา และจัดทำฐานข้อมูลทางด้านกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทฯ สอดคล้องกับกฎหมายระเบียบข้อบังคับใหม่ ๆ ในทุกกระบวนการ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารประชาสัมพันธ์การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่าง ๆ รวมถึงประเด็นด้านกฎหมาย ให้พนักงานรับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านหลากหลายช่องทาง เช่น Email, Line Group, Intranet, ป้ายประกาศ ฯลฯ อีกทั้ง ยังมีพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ที่กำกับดูแลให้ธุรกิจต่าง ๆ ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ชื่อ-สกุล ที่อยู่ อีเมล์ ฯลฯ อย่างถูกต้อง ตรงตามวัตถุประสงค์ หากไม่ดำเนินการตามที่กำหนด จะส่งผลให้บริษัทฯ มีความเสี่ยงที่จะได้รับโทษตามที่กำหนดโดยบริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอย่างมาก จึงได้มีการจัดตั้งทีมทำงานจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ฝ่ายนิติกรรม และฝ่ายดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกัน

อีกทั้ง บริษัทฯ ยังให้พนักงานทุกคนเข้าอบรมพร้อมทำแบบทดสอบความรู้ เรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ในระดับที่เหมาะสม และสามารถปฏิบัติให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติฯ นี้ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ฝ่ายงานที่มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทฯ ได้มีการระบุความเสี่ยงนี้ลงในการประเมินความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงาน พร้อมกำหนดแนวทางการจัดการความเสี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต