สิ่งแวดล้อม

กิจกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ (FTSE: ECC05, ECC15) / (GRI 102-9)

17 มิถุนายน 2569

บริษัทฯ ตระหนักว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีบทบาทสำคัญในการร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก จึงกำหนดแนวทางในการดำเนินงานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ให้เป็นหนึ่งในเสาหลักของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ได้มีกระบวนการดำเนินการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (adaptation) ดังนี้

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงและทางอ้อมจากการใช้พลังงาน

1.1 การเปลี่ยนผ่านสู่ยานพาหนะพลังงานสะอาด

บริษัทฯ มีนโยบายจัดหารถยนต์ไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle: BEV) ซึ่งไม่มีการปล่อยไอเสีย (Zero Tailpipe Emission) ในขณะใช้งาน และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle: HEV) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป ซึ่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยานพาหนะพลังงานสะอาด สะท้อนถึงการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตามกรอบสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) โดยมุ่งหวังลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ขององค์กรตลอดห่วงโซ่การดำเนินงาน ตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงระดับโครงการ ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดสรรยานพาหนะพลังงานทางเลือกเข้าสู่ระบบการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 15 คัน แบ่งออกเป็น หน่วยงานส่วนกลาง (สำนักงานใหญ่) มีรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 4 คัน และรถยนต์ไฮบริดจำนวน 4 คัน และหน่วยงานโครงการ มีรถไฟฟ้า จำนวน 3 คัน และรถยนต์ไฮบริดจำนวน 4 คัน สามารถลดก๊าซเรือนกระจก 91.33 tCO2eq (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) และลดค่าใช้จ่ายจากพลังงานเชื้อเพลิงจำนวน 49,000 บาท


1.2 การบริหารจัดการด้านพลังงานอาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในปี 2568 สามารถลดการใช้ไฟฟ้า 873,000 kWh/sq.m. และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 436.5 tCO2eq (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) จากการดำเนินการ ดังนี้

  • ติดตั้งระบบ Lift Regenerative Drive System เทคโนโลยีประหยัดพลังงานที่เปลี่ยนพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลิฟต์ขณะเบรก เช่น ลงด้วยน้ำหนักมาก หรือขึ้นด้วยน้ำหนักเบา ให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า แล้วส่งกลับเข้าสู่ระบบจ่ายไฟของอาคาร แทนที่จะปล่อยทิ้งเป็นความร้อน ช่วยประหยัดพลังงานได้ประมาณ 20-75% เมื่อลิฟต์เคลื่อนที่ลงพร้อมน้ำหนักบรรทุกมาก หรือขึ้นเบา (น้ำหนักตู้เบา กว่าตุ้มถ่วง) มอเตอร์จะทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) อินเวอร์เตอร์หรือชุด Regenerative Drive จะรับไฟฟ้ากระแสสลับที่ผลิตได้ แปลงเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) และแปลงกลับเป็นไฟฟ้ากระแสสลับที่เสถียรเพื่อป้อนคืนสู่ระบบไฟฟ้าของอาคาร
  • ปรับปรุงระบบ Chiller ติดตั้งอุปกรณ์ CPMS (Chiller Plant System Management) เป็นระบบที่ใช้ควบคุมและบริหารจัดการระบบทำความเย็น (Chiller) เพื่อตรวจสอบสถานะอุปกรณ์ต่างๆแบบเรียลไทม์ เช่น อุณหภูมิ, ปั๊ม, หอทำความเย็น และการทำงานของ Chiller ควบคุมการเปิด-ปิดอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับโหลดการใช้งานเพื่อวิเคราะห์ และปรับปรุงการทำงานลดการใช้พลังงานน้อยที่สุด ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
  • เปลี่ยนหลอดไฟLED ทางเดินส่วนกลาง และปรับปรุงระบบเปิดไฟเป็นช่วงเวลา 22.00น-06.00น. เพื่อช่วยลดปริมาณการใช้ไฟฟ้า 1,191,035 หน่วย (kWh)
ปี ปริมาณการใช้ไฟฟ้า (kWh) ปริมาณการใช้ไฟฟ้า (MWh)
2566 6,403,000 6,403
2567 5,706,000 5,706
2568 4,869,000 4,869

1.3 ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และเครื่องมือในการดูแลสวนมาเป็นอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนโดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ผ่านระบบ Solar Cell ที่ติดตั้งไว้ในโครงการ ลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงจากแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม ลดการปล่อยมลพิษและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ผลการดำเนินงาน ปริมาณการใช้น้ำมันสำหรับเครื่องมือดูแลสวน (ลิตร)
ปี 2567 16,117.208
ปี 2568 14,054.61

1.4 กิจกรรมรณรงค์ และความร่วมมือกับพนักงานเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้าในสำนักงาน

  • รณรงค์ปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งานส่งเสริมให้พนักงานปิดไฟ คอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร และอุปกรณ์สำนักงานทุกครั้งหลังเลิกใช้งานหรือก่อนออกจากห้องประชุม
  • ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศอย่างเหมาะสมกำหนดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในสำนักงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น 25–26 องศาเซลเซียส พร้อมสื่อสารให้พนักงานเข้าใจถึงผลต่อการลดการใช้พลังงาน
  • ใช้แสงธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดส่งเสริมการเปิดม่านหรือจัดพื้นที่ทำงานให้รับแสงธรรมชาติในช่วงกลางวัน เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง
  • สื่อสารและติดป้ายเตือนประหยัดพลังงานติดสติกเกอร์หรือป้ายรณรงค์บริเวณสวิตช์ไฟ ลิฟต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของพนักงานในชีวิตประจำวัน

1.5 กิจกรรมชดเชยคาร์บอนภายในองค์กร

  • ลดก๊าซเรือนกระจกสนับสนุนการแยกขยะ และจัดทำชุดยูนิฟอร์มพนักงานผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล จำนวน 97,400 ชิ้น ลดคาร์บอนได้ 9.74 tCO2eq และลดพลังงานจากการรีดผ้า/ปี ที่ช่วยลดคาร์บอนได้ 25.27 tCO2eq รวมปริมาณคาร์บอนที่ลดได้ 35.01 tCO2eq เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 3,640 ต้น
  • การนำเศษอิฐมวลเบาลดการสู่หลุมฝังกลบ ด้วยการนำมารีไซเคิลเป็น “หินหอมอโรมา” โดยช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 0.002 kgCO2e/ก้อน
  • โครงการปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ จัดกิจกรรมป่าสร้างสุข ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยพนักงานศุภาลัยได้ร่วมกันปลูกต้นไม้บนที่ดินของบริษัทฯ รวมปลูกต้นไม้ไปแล้ว 6,650 ต้น พื้นที่รวม 55 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 665 tCO2e (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) ภายในระยะเวลา 10 ปี สำหรับโครงการในปีนี้ มุ่งเน้นการปลูกพันธุ์ไม้เศรษฐกิจไทยที่ให้ร่มเงาและมีประโยชน์ระยะยาว ได้แก่ ยางนา พะยูง พยอม และ มะฮอกกานี ซึ่งล้วนเป็นไม้โตเร็วและมีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.6 บริษัทฯ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network: TCNN) ภายใต้การดำเนินงานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยเป็น 1 ใน 854 องค์กรผู้ริเริ่มด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเข้าร่วมเครือข่ายดังกล่าวช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และแนวทางการดำเนินงานด้านคาร์บอนนิวทรัลกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสนับสนุนให้องค์กรสามารถพัฒนาแนวทางการลดและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งบริษัทฯ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทยขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO (FTSE: ECC03, ECC73, ECC74)